⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 853/2522

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 853/2522

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อผู้ซื้อผิดสัญญาจะซื้อขายที่ดิน ผู้ขายมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกทรัพย์สินที่ได้คืนมาได้ การแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาไม่ต้องทำเป็นหนังสือ

ย่อคำพิพากษา

ข้อตกลงในสัญญาจะซื้อขายนาว่า ถ้าจำเลยผู้ซื้อชำระราคาไม่ครบโจทก์เรียกนาและคืนเงินได้ ฉะนั้นเมื่อจำเลยชำระราคาไม่ครบ โจทก์ขอคืนเงินที่จำเลยชำระแล้ว และเรียกคืนที่ดิน ถือได้ว่าโจทก์ได้แสดงเจตนาเลิกสัญญาโดยปริยายแล้ว สัญญาทำเป็นหนังสือ การแสดงเจตนาเลิกสัญญาไม่ต้องทำเป็นหนังสือ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.386

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอน น.ส.3และส่งมอบนาแก่โจทก์ และรับเงิน 8,000 บาทจากโจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ที่จำเลยฎีกาในประการแรกว่าโจทก์ยังไม่ได้บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายนั้น โจทก์นำสืบว่า เดิมนาพิพาทและที่ดินพิพาทพร้อมด้วยเรือนที่ปลูกบนที่ดินเป็นของโจทก์ ซึ่งได้มาโดยนางทุมมา แสนกองแม่ยายโจทก์ยกให้เมื่อประมาณ 15 ปีมาแล้ว ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2515โจทก์ทำสัญญาจะขายที่ดินพร้อมด้วยเรือนและที่นาดังกล่าวให้แก่จำเลยเป็นเงิน 23,000 บาท โดยมีข้อตกลงกันว่า ถ้าจำเลยชำระเงินไม่ครบ และโจทก์ประสงค์จะเอาที่ดินพร้อมด้วยเรือนและที่นาคืน ต่างจะคืนที่ดินพร้อมด้วยเรือนกับที่นาและคืนเงินต่อกัน หลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายและจำเลยชำระราคาแล้ว 8,000 บาท คงค้างอีก 15,000 บาท โจทก์อพยพครอบครัวกลับมาบ้านเดิม ขอไถ่ที่ดินพร้อมด้วยเรือนและที่นาคืน จำเลยไม่ยอมให้ไถ่อ้างว่านำนาพิพาทไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นของจำเลยแล้วโจทก์จึงขอเงินที่ค้างชำระอีก 15,000 บาท จำเลยไม่ยอมชำระให้ อ้างว่าที่ดินพร้อมด้วยเรือนและที่นาเป็นของจำเลย นางทุมมา แสนกอง ซึ่งเป็นมารดาจำเลยกับคนอื่น ๆ ช่วยเจรจาถึง 3 ครั้งเพื่อให้จำเลยยอมคืน จำเลยไม่ยอมคืนให้ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ การที่โจทก์ขอคืนเงินจำนวนที่ได้รับชำระหนี้แล้ว 8,000 บาทให้แก่จำเลย และขอให้จำเลยคืนที่ดินพร้อมด้วยเรือนและที่นาให้แก่โจทก์ พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าโจทก์ได้แสดงเจตนาเลิกสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยแล้วโดยปริยาย จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า ฟ้องของโจทก์บรรยายว่าสัญญาจะซื้อจะขายได้ทำเป็นหนังสือ การบอกเลิกสัญญาก็ต้องทำเป็นหนังสือ แต่โจทก์บอกเลิกสัญญาโดยหาได้ทำเป็นหนังสือไม่ การบอกเลิกสัญญาของโจทก์ จึงไม่มีผลตามกฎหมายนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า แม้สัญญาจะซื้อจะขายได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือ แต่การบอกเลิกสัญญานั้นหาได้มีกฎหมายบัญญัติให้ทำเป็นหนังสือไม่ การที่โจทก์แสดงเจตนาแก่จำเลยดังกล่าวจึงสมบูรณ์" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 853/2522 นายหลิน เนื่องมัจฉา โจทก์ นางน้อย ศรีเมือง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายหลิน เนื่องมัจฉา · จำเลย - นางน้อย ศรีเมือง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)โสพิทย์ คังคะเกตุ · จันทร์ ระรวยทรง · เฟื่องขจิต รัศมิภูติ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 608/2491ฎีกา 1364/2503ฎีกา 3796/2540ฎีกา 1746/2522ฎีกา 472/2526ฎีกา 408/2548ฎีกา 591/2531ฎีกา 317/2489ฎีกา 2494/2553ฎีกา 2821/2522ฎีกา 1929/2537ฎีกา 2409/2551ฎีกา 654/2541ฎีกา 540/2535ฎีกา 8477/2540ฎีกา 8367/2547ฎีกา 6239/2551ฎีกา 763/2484ฎีกา 42/2516ฎีกา 1397/2544ฎีกา 8509/2551ฎีกา 2009/2515ฎีกา 5434/2536ฎีกา 3059/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา