คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2504/2523
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การนำเงินเข้าบัญชีเงินเบิกเกินบัญชีถือเป็นการรับสภาพหนี้บางส่วนหรือชำระดอกเบี้ย ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงทุกครั้ง
ย่อคำพิพากษา
สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ มีข้อความ ว่าจะชำระหนี้เมื่อทวงถาม ปกติย่อมต้องฟ้องคดีภายใน10 ปี นับแต่ วันที่กู้เพราะอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นไป แต่นับแต่ วันทำสัญญา จำเลยได้นำเงินเข้าและเบิกเงินจากบัญชีตลอดมาการนำ เงินเข้าบัญชีเป็นการตัดทอนหนี้สินระหว่างโจทก์จำเลยตามลักษณะของบัญชีเดินสะพัดถือได้ว่าจำเลยรับสภาพต่อโจทก์ด้วยใช้เงินให้บางส่วน หรือด้วยส่งดอกเบี้ย อายุความย่อมสะดุดหยุดลงทุกครั้งที่นำเงินเข้าบัญชี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 ปรากฏว่านับจากวันที่ จำเลยนำเงินเข้าบัญชีครั้งสุดท้ายถึงวันฟ้องยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์ จึงไม่ขาดอายุความ
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไปจากโจทก์ จำเลยที่ 2 ค้ำประกัน ค้างชำระอยู่ 211,027.42 บาท ขอให้ชำระ
จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจริง ได้เบิกเงินหลายครั้ง และนำเงินฝากในลักษณะบัญชีเดินสะพัดเรื่อยมา เงินจำนวนที่โจทก์ฟ้องเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินจำนวนที่แท้จริง โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เพียง 5 ปี แต่โจทก์คิดถึงวันฟ้องจึงเกินกว่าที่กฎหายกำหนด ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม คดีขาดอายุความ ทั้งจำเลยที่ 1 มิได้รับสภาพหนี้ การทวงหนี้ของโจทก์และการขอผ่อนชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ทำภายหลังจากคดีขาดอายุความ จึงไม่ผูกพันจำเลยทั้งสอง
วันนัดสืบพยานโจทก์ คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันบางประการ
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 189,224.95 บาทพร้อมดอกเบี้ยถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ให้ยึดที่ดินมีโฉนดของจำเลยที่ 2 ขายทอดตลาดชำระหนี้ หากได้เงินไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดเอาเงินชำระจนครบ
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีตามฟ้องไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้โดยมีข้อความว่าจำเลยที่ 1 จะชำระหนี้เมื่อโจทก์ทวงถาม ปกติโจทก์ย่อมต้องฟ้องคดีภายในกำหนด 10 ปีนับแต่วันที่จำเลยกู้เบิกเงินเกินบัญชีเพราะโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นไป แต่จำเลยรับว่านับแต่วันทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี จนถึงวันที่ 27 ธันวาคม 2519 จำเลยที่ 1 นำเงินเข้าและเบิกเงินจากบัญชีตลอดมา การที่จำเลยที่ 1 นำเงินเข้าบัญชีเป็นการตัดทอนหนี้สินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามลักษณะของสัญญาบัญชีเดินสะพัดถือได้ว่าจำเลยที่ 1 รับสภาพต่อโจทก์ด้วยใช้เงินให้บางส่วน หรือด้วยส่งดอกเบี้ยอายุความย่อมสะดุดหยุดลงทุกครั้งที่จำเลยที่ 1 นำเงินเข้าบัญชี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 ปรากฏตามบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.6 ว่า จำเลยที่ 1 นำเงินเข้าบัญชีครั้งสุดท้ายจำนวน 10,000 บาท เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2519 นับจากวันดังกล่าวถึงวันฟ้องยังไม่เกิน 10 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2504/2523
ธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด โจทก์
จ่าสิบตำรวจสังคม มนต์ประสิทธิ์ กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - ธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด · จำเลย - จ่าสิบตำรวจสังคม มนต์ประสิทธิ์ กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อาจ ปัญญาดิลก · ภิญโญ ธีรนิติ · ภักดิ์ บุณย์ภักดี |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา