คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2611/2524
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อผู้ให้เช่าซื้อกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินที่เช่าซื้อและจำหน่ายทรัพย์สินนั้นได้เงินสูงกว่าจำนวนค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ ผู้ให้เช่าซื้อจะไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้เช่าซื้อชดใช้ส่วนที่ขาดอีกต่อไป
ย่อคำพิพากษา
สัญญาเช่าซื้อรถยนต์มีข้อความว่า เงินค่างวดที่ค้างชำระ ถึงแม้เจ้าของจะกลับเข้าครอบครองรถแล้ว หากเจ้าของจำหน่ายรถได้เงินไม่ครบถ้วนตามราคาที่ค้างชำระในสัญญาเท่าใด เจ้าของมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้ผู้เช่าซื้อชดใช้จนครบจำนวนที่ขาดได้ด้วย ดังนี้ หมายถึงไม่ครบถ้วนตามราคาที่ค้างชำระ จึงต้องเอาค่าเช่าซื้อที่ชำระแล้วไปหักค่าเช่าซื้อทั้งหมด เหลือเท่าใดเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ หากขายรถพิพาทได้ราคาต่ำกว่าค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ จำเลยจึงต้องรับผิดใช้ส่วนที่ขาดให้โจทก์จนครบ หากขายได้ราคาไม่ต่ำหว่าก็ไม่ต้องรับผิด เมื่อปรากฏว่าโจทก์ขายรถพิพาทได้เงินสูงกว่าค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์อีก แม้จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจะขาดนักและมิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ด้วย เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันตามลำดับในค่าเสียหายรวมเป็นเงิน ๖๙,๐๓๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย
จำเลยที่ ๑ ให้การว่า สัญญาเช่าซื้อเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาที่แท้จริงคือการกู้ยืมเงิน หากฟังว่าเป็นการเช่าซื้อจริง โจทก์ก็ไม่ได้รับความเสียหายเพราะรถยนต์ที่เช่าซื้อเมื่อจำเลยที่ ๑ คืนให้โจทก์ไปแล้วโจทก์ขายได้เงินสูงกว่าราคาเช่าซื้อที่ค้าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ รับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาข้อ ๗ เป็นเงิน ๑๙,๒๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย
จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาเช่าซื้อรถยนต์มีข้อความว่า เงินค่างวดที่ค้างชำระ ถึงแม้เจ้าของจะกลับเข้าครอบครองรถแล้ว หากเจ้าของจำหน่ายรถได้เงินไม่ครบถ้วนตามราคาที่ค้างชำระในสัญญาเท่าใดเจ้าของมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้ผู้เช่าซื้อชดใช้จนครบจำนวนที่ขาดได้ด้วยดังนี้ หมายถึงไม่ครบถ้วนตามราคาที่ค้างชำระ จึงต้องเอาค่าเช่าซื้อที่ชำระแล้วไปหักค่าเช่าซื้อทั้งหมด เหลือเท่าใดเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระหากขายรถพิพาทได้ราคาต่ำกว่าค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ จำเลยจึงต้องรับผิดใช้ส่วนที่ขาดให้โจทก์จนครบ หากขายได้ราคาไม่ต่ำกว่าก็ไม่ต้องรับผิดเมื่อปรากฏว่าโจทก์ขายรถพิพาทได้เงินสูงกว่าค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระจำเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์อีก แม้จำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันจะขาดนัดและมิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ ๒ ด้วย เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๕(๑) ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๗
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ ด้วย
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2611/2524
บริษัทภัทรธนกิจ จำกัด โจทก์
นายทรงเกียรติ รังสิติยากร กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - บริษัทภัทรธนกิจ จำกัด · จำเลย - นายทรงเกียรติ รังสิติยากร กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | บรรเทอง ภู่กฤษณา · ชลูตม์ สวัสดิทัต · วัฒน์ ผดุงจิตร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายแถม กุลนานันท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายศิลปชัย มัทธุรศ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา