⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1652/2525

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1652/2525

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อสัญญาเช่าระงับลงตามกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ ผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวเลิกสัญญา.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งเป็นบริวารของผู้เช่าออกจากตึกแถวที่เช่าเพราะครบกำหนดตามสัญญาเช่าแล้ว โดยเรียกค่าเสียหายที่ไม่อาจให้ผู้อื่นเช่าได้ค่าเช่าเดือนละ 1,500 บาทมาด้วย จำเลยให้การต่อสู้ว่ายังไม่ครบกำหนดเวลาตามสัญญาเช่า และโจทก์ให้จำเลยเช่าต่อจากบิดาจำเลย เป็นคดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าหรือผู้อาศัยออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 2,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2518 มาตรา 3 จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย และศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นฟังมาจากพยานหลักฐานในสำนวน ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ 1,000 บาท เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นและเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้จำเลยอุทธรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์จะรับวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และถือว่าข้อเท็จจริงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ถึงแม้สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับบิดาจำเลยจะเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ก็ไม่ทำให้จำเลยมีสิทธิอยู่ในตึกแถวพิพาทหลังจากสัญญาเช่าครบกำหนดได้ เมื่อสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับบิดาจำเลยระงับลงตามกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้แล้ว โจทก์ผู้ให้เช่าจึงไม่ต้องบอกกล่าวเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 564 หลังจากบิดาจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าถึงแก่กรรม แม้โจทก์ยังเก็บค่าเช่าจากจำเลยและออกใบเสร็จรับเงินให้ แต่ออกให้ในนามของบิดาจำเลย กรณีจึงถือไม่ได้ว่าใบเสร็จรับเงินดังกล่าวเป็นหลักฐานการเช่าเป็นหนังสือระหว่างโจทก์กับจำเลย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.224 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.238 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.537 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.538 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.564

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกแถวเลขที่ ๑๖๑๕ ถนนเจริญกรุง แขวงยานนาวา เดิมให้บิดาจำเลยเช่า ต่อมาบิดาจำเลยถึงแก่กรรม จำเลยก็อาศัยอยู่ในตึกดังกล่าวตลอดมา บัดนี้สัญญาเช่าสิ้นอายุและโจทก์ได้บอกเลิกการเช่าแก่จำเลยแล้ว จำเลยไม่ยอมออกจากตึกแถวของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากตึกแถวดังกล่าวส่งมอบตึกแถวในสภาพเรียบร้อยและชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ ๑,๕๐๐ บาท จนกว่าจะส่งมอบตึกแถวพิพาทให้โจทก์ จำเลยให้การว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับบิดาจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา และยังไม่ครบกำหนด เมื่อบิดาจำเลยถึงแก่กรรมแล้ว จำเลยได้เช่าตึกแถวพิพาทตลอดมาโดยโจทก์ออกใบเสร็จรับเงินให้แก่จำเลยด้วยจำเลยมิใช่ผู้อาศัย การเช่าของจำเลยเป็นการเช่าโดยไม่มีกำหนดเวลา โจทก์ไม่เคยบอกเลิกสัญญาและไม่ได้รับความเสียหาย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายครอบครัวและบริวารออกไปจากตึกแถวพิพาท และให้จำเลยส่งมอบตึกแถวพิพาทในสภาพเรียบร้อยให้โจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ ๑,๐๐๐ บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะออกไปจากตึกแถวพิพาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าหรือผู้อาศัยออกจากอสัหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสองพันบาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคสองแก้ไขเพิ่มเติมโดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๓ จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย แต่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นฟังมาจากพยานหลักฐานในสำนวน เมื่อสัญญาเช่ามีกำหนดเวลาถึงเพียงวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๒๑ ถึงสัญญาเช่าดังกล่าวจะเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ก็ไม่ทำให้จำเลยมีสิทธิอยู่ในตึกแถวพิพาทภายหลังวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๒๑ โดยไม่มีสัญญาเช่ากับโจทก์ได้ สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับบิดาจำเลยครบกำหนดในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๒๑ ก่อนที่บิดาจำเลยถึงแก่กรรม สัญญาเช่าจึงระงับลงตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๒๑ ตามกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ โดยมิพักต้องบอกกล่าวเลิกสัญญากันก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๔ ที่จำเลยฎีกาว่าภายหลังที่บิดาจำเลยถึงแก่กรรมแล้วโจทก์ยังเก็บค่าเช่าจากจำเลยต่อมาตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.๓ ถึง ล.๕ ใบเสร็จรับเงินดังกล่าวจึงเป็นหลักฐานการเช่าเป็นหนังสือโดยได้ลงลายมือชื่อผู้ให้เช่าซึ่งเป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่าแม้โจทก์จะเป็นผู้ออกใบเสร็จรับเงินดังกล่าว แต่โจทก์ก็ออกในนามของนายเล็กบิดาจำเลย หาใช่ออกในนามของจำเลยไม่ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าใบเสร็จรับเงินตามเอกสารหมาย ล.๓ ถึง ล.๕ เป็นหลักฐานการเช่าเป็นหนังสือระหว่างโจทก์กับจำเลย ส่วนประเด็นเรื่องค่าเสียหายนั้น ปรากฏว่าศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ ๑,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นและเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้จำเลยอุทธรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์จะยกขึ้นวินิจฉัยให้ ก็เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และถือว่าข้อเท็จจริงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1652/2525 นางถวิล โมกขะเวส โดยนายศุภชัย โมกขะเวส ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ นายเทียนชัย วรรณเจริญ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางถวิล โมกขะเวส โดยนายศุภชัย โมกขะเวส ผู้รับมอบอำนาจ · จำเลย - นายเทียนชัย วรรณเจริญ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปรีชา พานิชวงศ์ · สนิท อังศุสิงห์ · สำเนียง ด้วงมหาสอน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายนาม ยิ้มแย้ม · ศาลอุทธรณ์ - นายวรา ไวยหงษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 609/2526ฎีกา 1798/2506ฎีกา 2076/2542ฎีกา 1339/2499ฎีกา 8903/2553ฎีกา 1679/2540ฎีกา 1168/2520ฎีกา 3007/2525ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1022/2551ฎีกา 6239/2551ฎีกา 5272/2544ฎีกา 8735/2542ฎีกา 793/2507ฎีกา 4041/2542ฎีกา 8108/2542ฎีกา 1036/2506ฎีกา 888/2511ฎีกา 9188/2538ฎีกา 5150/2552ฎีกา 247/2529ฎีกา 1733/2498ฎีกา 1593/2524ฎีกา 581/2502
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา