⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 318-329/2525

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 318-329/2525

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การครอบครองที่ดินที่ไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่เกิดขึ้นภายหลังประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ จะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย หากผู้ครอบครองไม่ได้แจ้งการครอบครองภายในกำหนดเวลาตามที่กฎหมายกำหนด

ย่อคำพิพากษา

ที่พิพาทเป็นที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ โจทก์และจำเลยจึงอาจมีได้แต่สิทธิครอบครองที่ดิน เมื่อโจทก์ได้เข้าครอบครองที่พิพาทภายหลังประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับแล้วจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 ส่วนจำเลยแม้จะครอบครองที่พิพาทมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ แต่จำเลยก็หาได้แจ้งการครอบครองภายในกำหนดเวลาตามที่พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน ฯ มาตรา 5 บัญญัติไว้ไม่ โจทก์และจำเลยจึงต่างไม่มีกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองในที่พิพาทโดยชอบดังนั้น แม้โจทก์จะแย่งการครอบครองที่พิพาทจากจำเลยเกินกว่าหนึ่งปีแล้ว ก็เป็นการเข้ายึดถือครอบครองที่ดินของรัฐโดยมิได้รับอนุญาต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินเป็นของโจทก์ คงมีอำนาจฟ้องขอให้ปลดเปลื้องการรบกวนเท่านั้น โจทก์ฟ้องขอให้ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่พิพาท จำเลยต่อสู้ว่ารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่งให้ออกหลักฐานสิทธิครอบครองที่พิพาทแก่จำเลย หากข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่จำเลยต่อสู้ จำเลยอาจมีสิทธิครอบครองที่พิพาทดีกว่าโจทก์โดยการที่รัฐจัดที่ดิน ให้แก่จำเลยตามกฎหมาย จึงชอบที่จะฟังข้อเท็จจริงไปก่อนหาควรด่วนงดสืบพยานไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.4 ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.9 ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.20 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.24 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.240 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1374 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1375 พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม.5

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสิบสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันโดยโจทก์ทั้งสิบสองสำนวนฟ้องจำเลยคนเดียวกันว่า โจทก์แต่ละสำนวนต่างมีที่ดินและได้เข้ายึดถือครอบครองทำประโยชน์มาโดยสงบเปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๗ ถึง พ.ศ. ๒๕๑๐ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๑ จำเลยนำเจ้าพนักงานไปรังวัดที่ดินของโจทก์เพื่อออก น.ส.๓ ก. ทั้ง ๆ ที่จำเลยมิได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินเลยเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามฟ้องเป็นของโจทก์ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้อง และให้จำเลยถอนคำขอออก น.ส.๓ ก. จำเลยให้การทั้งสิบสองสำนวนว่า จำเลยกับสามีซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้วได้ร่วมกันครอบครองที่ดินตามฟ้องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๕ จนถึงปัจจุบัน ปี พ.ศ. ๒๕๑๑ สามีจำเลยถูกพนักงานอัยการฟ้องในข้อหาแผ้วถางก่นสร้างป่าโดยมิได้รับอนุญาต ศาลฎีกาพิพากษาว่าสามีจำเลยเข้ายึดครองมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๕ จริง แต่จะใช้สิทธิครอบครองมายันกับรัฐไม่ได้เพราะที่ดินเป็นของรัฐเพื่อให้ได้สิทธิครอบครองถูกต้องตามกฎหมาย จำเลยและสามีจึงดำเนินเรื่องติดต่อไปยังกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่งให้ออกหลักฐานสิทธิการครอบครองแก่จำเลย ที่ดินของรัฐจึงตกเป็นสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย โจทก์บุกรุกเข้าไปครอบครองระหว่างที่ที่ดินยังเป็นของรัฐอยู่จำเลยได้ห้ามปรามและร้องทุกข์ไว้แล้ว จำเลยนำเจ้าพนักงานไปรังวัดที่ดินของจำเลยตามฟ้องจริงโดยอาศัยสิทธิตามคำสั่งของกระทรวงมหาดไทย จำเลยครอบครองที่ดินติดต่อตลอดมาโดยไม่ขาดสิทธิครอบครอง โจทก์เข้าแย่งการครอบครองจากจำเลยโดยไม่สุจริต ขอให้พิพากษายกฟ้อง ศาลชั้นต้นสอบข้อเท็จจริง จำเลยแถลงรับว่า ที่พิพาทตามที่โจทก์ฟ้อง โจทก์แต่ละสำนวนเข้าแย่งการครอบครองตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๔ ถึง พ.ศ. ๒๕๑๙ และโจทก์แต่ละสำนวนต่างอยู่ตลอดมาจนถึงวันฟ้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว มีคำสั่งให้งดสืบพยานและวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าแม้จะฟังว่าจำเลยครอบครองที่พิพาทมาก่อน แต่ปรากฏตามคำรับของจำเลยว่าโจทก์ได้แย่งการครอบครองและอยู่ในที่พิพาทมาเป็นระยะเวลากว่าปีแล้ว เมื่อจำเลยมิได้ใช้สิทธิฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองภายในหนึ่งปี จำเลยย่อมหมดสิทธิที่จะเอาคืนซึ่งการครอบครองที่หลุดมือไปแล้วทันที อำนาจการครอบครองที่พิพาทจึงตกได้แก่โจทก์ การที่จำเลยนำเจ้าพนักงานไปรังวัดที่ดินของโจทก์ ถือได้ว่าโจทก์ถูกรบกวนการครอบครองที่ดินจึงมีสิทธิขอให้ปลดเปลื้องการรบกวนนั้นได้ พิพากษาว่าที่ดินตามฟ้องเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้อง ให้จำเลยถอนคำขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออก น.ส.๓ ก. เสีย จำเลยทั้งสิบสองสำนวนอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง หรือย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสิบสองสำนวนฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่พิพาทเป็นที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ โจทก์และจำเลยต่างไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทแต่อาจมีสิทธิครอบครองโดยการครอบครองที่ดินมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับดังที่ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๔ บัญญัติว่า "บุคคลใดได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับให้มีสิทธิครอบครองสืบไป และให้คุ้มครองตลอดถึงผู้รับโอนด้วย" ประมวลกฎหมายที่ดินเริ่มใช้บังคับวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๔๙๗ ตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสิบสองสำนวนกล่าวอ้างว่าโจทก์ครอบครองที่พิพาทระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๗ ถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๐ ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับแล้ว โจทก์จึงมิใช่ผู้ได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่พิพาทก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ส่วนจำเลยกล่าวอ้างในคำให้การว่า จำเลยกับสามีได้ครอบครองที่พิพาทมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๕ แม้จะได้ครอบครองที่พิพาทอันเป็นการได้สิทธิครอบครองที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ แต่จำเลยกับสามีก็หาได้แจ้งการครอบครองภายในกำหนดเวลาตามที่พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดินฯ มาตรา ๕ บัญญัติไว้ไม่ และในคดีที่สามีจำเลยถูกพนักงานอัยการดำเนินคดีฟ้องในข้อหาแผ้วถางก่นสร้างป่าทำเป็นไร่สวนและปลูกบ้านอาศัยในที่ดินรายพิพาทโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ปรากฏว่า ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐสามีจำเลยเข้ายึดถือครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต และมิได้สนใจที่จะปฏิบัติตามประมวลกฎหมายที่ดิน จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๙ แม้สามีจำเลยจะครอบครองทำประโยชน์มาอย่างไรและได้เสียค่าบำรุงท้องที่มาเพียงใดก็ไม่ลบล้างสภาพที่ดินอันเป็นของรัฐตลอดเวลาที่ยึดถือครอบครองอยู่โดยไม่ได้รับอนุญาต ดังนั้น เมื่อโจทก์และจำเลยต่างไม่มีกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองในที่พิพาทโดยชอบ ถึงหากข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามคำรับของจำเลยว่าโจทก์ได้เข้าแย่งการครอบครองที่พิพาทจากจำเลยเกินกว่าหนึ่งปีแล้วและคงอยู่ตลอดมาจนถึงวันฟ้อง ก็เป็นการเข้ายึดถือครอบครองที่ดินของรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๙ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ แต่อย่างไรก็ดี ตามคำฟ้องของโจทก์มีคำขอให้ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่พิพาท และให้จำเลยถอนคำขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออก น.ส.๓ ก. อันเป็นการฟ้องขอให้ปลดเปลื้องการรบกวนซึ่งมีอำนาจฟ้องได้ จำเลยให้การต่อสู้ว่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่งให้ออกหลักฐานสิทธิการครอบครองแก่จำเลยโดยสั่งการมายังผู้ว่าราชการจังหวัด และปลัดจังหวัดได้ดำเนินการตามคำสั่งนั้นโดยสั่งให้นายอำเภอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่จำเลย ที่ดินของรัฐตกเป็นสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย เห็นว่าถ้าข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่จำเลยให้การต่อสู้ จำเลยอาจมีสิทธิครอบครองที่พิพาทดีกว่าโจทก์ โดยการที่รัฐจัดที่ดินให้แก่จำเลยตามกฎหมาย ชอบที่จะฟังข้อเท็จจริงต่อไปก่อน หาควรด่วนงดสืบพยานไม่ พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 318 - 329/2525 นายสมบูรณ์ เทียนใจ กับพวก โจทก์ นางยุวนุช ประเสริฐธรรม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสมบูรณ์ เทียนใจ กับพวก · จำเลย - นางยุวนุช ประเสริฐธรรม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ศักดิ์ สนองชาติ · เฟื่องขจิต รัศมิภูติ · สมศักดิ์ ปาลวัฒน์วิไชย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายธำรงศักดิ์ ชมะวรรณ · ศาลอุทธรณ์ - นายสำเนา ดิษยบุตร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2649-2660/2530ฎีกา 356/2530ฎีกา 142/2492ฎีกา 4072/2528ฎีกา 2749/2538ฎีกา 609/2526ฎีกา 280/2530ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 2076/2542ฎีกา 1339/2499ฎีกา 4637/2567ฎีกา 1022/2551ฎีกา 609/2522ฎีกา 5272/2544ฎีกา 8735/2542ฎีกา 793/2507ฎีกา 4041/2542ฎีกา 3589/2525ฎีกา 8108/2542ฎีกา 2520/2544ฎีกา 5150/2552ฎีกา 1733/2498ฎีกา 1660/2518ฎีกา 581/2502
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา