⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 173/2526

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 173/2526

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การอุทธรณ์หรือฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจะถูกห้ามไว้ หากคดีมีค่าเช่าไม่เกินเดือนละสองพันบาท และจำเลยไม่ได้โต้แย้งกรรมสิทธิ์หรือตีความสัญญาเช่า.

ย่อคำพิพากษา

คดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าในขณะที่ยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละสองพันบาท จำเลยมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์หรือมิได้ยกข้อโต้เถียงในเรื่องแปลความหมายแห่งข้อความในสัญญาเช่า จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า ไม่มีข้อตกลงให้โจทก์ไปจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ทราบคำบอกกล่าวของโจทก์ที่ไม่ประสงค์ให้จำเลยที่ 1 ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินของโจทก์แล้ว การที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า มีสัญญาต่างตอบแทนระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เพราะโจทก์ตกลงให้จำเลยที่ 1 ปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์มีกำหนด 12 ปี โดยจำเลยที่ 1 ยกบ้านให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ทราบว่าโจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินของโจทก์ จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้าม ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ และจำเลยที่ 1 จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทำนองเดียวกันอีกไม่ได้ จำเลยที่ 1 ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทโดยไม่มีหลักฐานการเช่าและไม่มีสิทธิใด ๆ เหนือที่ดินพิพาท โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ออกไปจากที่พิพาทแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ยอมออก จึงเป็นการอยู่โดยละเมิด

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.224 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.248 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.537

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๖๘๖ จำเลยเป็นผู้เช่าส่วนหนึ่งของที่ดินดังกล่าวปลูกบ้านอยู่อาศัย ค่าเช่าเดือนละ ๑๑๐ บาท ครบกำหนดสัญญาเช่าแล้ว จำเลยที่ ๒ เข้าอยู่อาศัยบ้านดังกล่าวในฐานะบริวารของจำเลยที่ ๑ ก่อนครบกำหนดสัญญาเช่าโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทราบล่วงหน้าว่าไม่ประสงค์จะให้เช่าอีกต่อไป ครั้นครบกำหนดสัญญาเช่าจำเลยไม่ยอมออก ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปให้หมดสิ้น จำเลยที่ ๑ ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ ๑ มิใช่ผู้เช่าที่ดินเพื่อปลูกบ้านอยู่อาศัย โจทก์ตกลงกับสามีจำเลยที่ ๑ อนุญาตให้จำเลยที่ ๑ สร้างบ้านอยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์โดยโจทก์จะยอมจดทะเบียนให้จำเลยมีสิทธิเหนือพื้นดินมีกำหนด ๑๒ ปี และเพื่อเป็นการตอบแทนจำเลยที่ ๑ ยอมยกบ้านดังกล่าวให้โจทก์เมื่อครบกำหนดเวลานั้น ขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์จดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินบนที่ดินพิพาท โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์และสามีไม่เคยตกลงให้จำเลยที่ ๑ ปลูกบ้านในที่ของโจทก์โดยให้มีสิทธิเหนือพื้นดินหรือจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินให้จำเลยที่ ๑ ขอให้ยกฟ้องแย้งและบังคับคดีตามฟ้อง ระหว่างพิจารณาคดี โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยที่ ๑ และบริวาร ให้รื้อถอนโรงเรือน สิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโฉนดของโจทก์ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละสองพันบาท จำเลยมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์หรือมิได้ยกข้อโต้เถียงในเรื่องแปลความหมายแห่งข้อความในสัญญาเช่า จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๓ เมื่อศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าไม่มีข้อตกลงให้โจทก์ไปจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินให้จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ทราบคำบอกกล่าวของโจทก์ที่ไม่ประสงค์ให้จำเลยที่ ๑ ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินของโจทก์แล้ว การที่จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ว่า มีสัญญาต่างตอบแทนระหว่างโจทก์จำเลยที่ ๑ เพราะโจทก์ตกลงให้จำเลยที่ ๑ ปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์มีกำหนด ๑๒ ปี โดยจำเลยที่ ๑ ยกบ้านให้แก่โจทก์และจำเลยที่ ๑ไม่ทราบว่าโจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ ๑ ออกจากที่ดินของโจทก์ จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้าม ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ และจำเลยที่ ๑ จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทำนองเดียวกันอีกไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เช่าที่ดินพิพาทโดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ เมื่อศาลอุทธรณ์ฟังว่าไม่มีการเช่าก็น่าจะยกฟ้องโจทก์แต่กลับวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ อยู่ในที่ดินพิพาทโดยละเมิดแล้วพิพากษาขับไล่จำเลยที่ ๑ เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและพิพากษาเกินคำขอนั้น พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาแล้ว เมื่อศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๑ ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทโดยไม่มีหลักฐานการเช่าและไม่มีสิทธิใด ๆ เหนือที่ดินพิพาท โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ ๑ ออกไปจากที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยที่ ๑ ไม่ยอมออก ดังนั้นการที่จำเลยที่ ๑ ยังอยู่ในที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นการอยู่โดยละเมิด ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว หาเป็นการวินิจฉัยนอกสำนวนหรือพิพากษาเกินคำขอไม่ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 173/2526 นางชมพิศ วิเศษรัตน์ โจทก์ นางอรวรรณ นุ่มกรรณ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางชมพิศ วิเศษรัตน์ · จำเลย - นางอรวรรณ นุ่มกรรณ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประสาท บุณยรังษี · สมบูรณ์ บุญภินนท์ · ชูเชิด รักตะบุตร์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายดลจรัส รัตนโศภิต · ศาลอุทธรณ์ - นายดำริ ศุภพิโรจน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1798/2506ฎีกา 8903/2553ฎีกา 1679/2540ฎีกา 4015/2528ฎีกา 83-84/2529ฎีกา 1168/2520ฎีกา 3007/2525ฎีกา 2834/2527ฎีกา 2812/2539ฎีกา 6239/2551ฎีกา 1030/2509ฎีกา 2186/2550ฎีกา 891/2510ฎีกา 1036/2506ฎีกา 888/2511ฎีกา 9188/2538ฎีกา 1593/2524ฎีกา 1002/2509ฎีกา 8444/2538ฎีกา 6058/2538ฎีกา 2224/2528ฎีกา 6455/2538ฎีกา 1948/2520ฎีกา 1061/2511
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา