คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2334/2526
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การที่รถยนต์คันหนึ่งขับล้ำเส้นกึ่งกลางถนนเข้ามาชนรถยนต์อีกคันหนึ่งที่อยู่ในเส้นทางเดินรถของตน ถือว่าผู้ขับขี่รถยนต์ที่ล้ำเส้นกึ่งกลางถนนเป็นฝ่ายผิดแต่เพียงฝ่ายเดียว
2. คำพิพากษาคดีอาญาไม่ผูกพันคู่ความในคดีแพ่ง ศาลต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานในคดีแพ่งนั้นๆ
ย่อคำพิพากษา
แม้จำเลยจะขับรถยนต์ด้วยความเร็วสูง ขับชิดขวา ไม่เปิดโคมไฟใหญ่ และไม่ให้สัญญาณ ถ้าโจทก์ไม่ขับรถยนต์ล้ำเส้นกึ่งกลางถนนเข้ามาชนรถยนต์ที่จำเลยขับในเส้นทางเดินรถของจำเลย ก็ไม่เป็นเหตุให้ชนกันได้ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยมีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย
คำพิพากษาในคดีอาญาจะผูกพันแต่คู่ความเท่านั้น เมื่อจำเลยในคดีแพ่งไม่ได้เป็นคู่ความในคดีอาญา ศาลต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานในคดีแพ่ง
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ได้ขับรถยนต์บรรทุกไปในทางการที่จ้างด้วยความประมาทเลินเล่อชนรถยนต์ที่โจทก์ขับ เป็นเหตุให้รถยนต์โจทก์ได้รับความเสียหายและโจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัส จึงขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์
จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ ๑ มิได้เป็นฝ่ายประมาท เหตุเกิดจากความประมาทของโจทก์แต่ผู้เดียว จำเลยไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน ๑๖๗,๐๐๐ บาท แก่โจทก์
โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน ๘๓,๕๐๐ บาท แก่โจทก์
โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นฝ่ายประมาท และวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าก่อนชนกันรถยนต์ที่โจทก์ขับจึงวิ่งในลักษณะเสียหลักและปรากฏรอยห้ามล้อบนผิวจราจร ฉะนั้น แม้จำเลยที่ ๑ จะขับรถยนต์ที่ถูกชนด้วยความเร็วสูง ขับชิดขวา ไม่เปิดไฟโคมใหญ่ และไม่ให้สัญญาดังโจทก์ฎีกา ถ้าโจทก์ไม่ขับรถยนต์ล้ำเส้นกึ่งกลางถนนเข้ามาชนรถยนต์ที่จำเลยที่ ๑ ขับในเส้นทางเดินรถของจำเลยที่ ๑ ก็ไม่เป็นเหตุให้รถยนต์ชนกันได้ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ มีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย และที่โจทก์ฎีกาว่าในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๕๘๐๓/๒๕๒๒ ของศาลแขวงธนบุรี พนักงานอัยการฟ้องโจทก์ว่าขับรถยนต์โดยประมาทมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดโดยวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่พอฟังว่าจำเลย (โจทก์ในคดีนี้) กระทำความผิดตามฟ้อง ดังนั้นการพิพากษาคดีนี้จึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ นั้นเห็นว่าบทบัญญัติของมาตรานี้ต้องอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา ๑๔๕ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและมาตรา ๑๕ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กล่าวคือคำพิพากษาในคดีอาญาจะผูกพันแต่คู่ความเท่านั้น แต่จำเลยในคดีนี้หาได้เป็นคู่ความในคดีอาญาไม่ ศาลจึงต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานในคดีแพ่ง และฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภ.ก.๐๔๖๐๒ ไปชนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ร.บ.๑๗๕๗๙ ที่จำเลยที่ ๑ ขับโดยประมาทเลินเล่อฝ่ายเดียว จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้อง ประเด็นอื่นจึงไม่ต้องวินิจฉัยต่อไป ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังขึ้น
พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2334/2526
นายรุ่งแสง เฟื่องชูนุช โจทก์
นายสนิท เทียนวิไล กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายรุ่งแสง เฟื่องชูนุช · จำเลย - นายสนิท เทียนวิไล กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | แถมชัย สิทธิไตรย์ · อาจ ปัญญาดิลก · ไพศาล สว่างเนตร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายประวิทย์ ขัมภรัตน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายเผอิญ สถานสถิตย์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา