⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2692/2526

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2692/2526

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองจะไถ่ถอนจำนองเองไม่ได้ หากเป็นหน้าที่ของผู้โอนที่จะต้องไถ่ถอนจำนองก่อนโอน.

ย่อคำพิพากษา

ถึงแม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 736,737 บัญญัติให้สิทธิผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองจะไถ่ถอนจำนองได้ แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายในส่วนสารบัญญัติ ไม่ใช่บทกฎหมายที่เกี่ยวกับการบังคับคดี ทั้งไม่มีบทบัญญัติให้นำมาใช้ในการบังคับคดีได้และตามคำพิพากษาก็เป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องทำการไถ่ถอนจำนองที่พิพาทเสียก่อนแล้วจึงโอนให้แก่โจทก์โดยปลอดจำนอง หาใช่หน้าที่ของโจทก์ที่จะทำการไถ่ถอนจำนองเองไม่ ดังนั้น เมื่อจำเลยจงใจไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาและคำบังคับซึ่งออกบังคับเอาแก่จำเลยจึงถือได้ว่าเป็นกรณีที่ไม่มีวิธีบังคับอื่นใดที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะพึงใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 297(2)ศาลมีอำนาจที่จะกักขังจำเลยได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.213 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.276 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.297 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.736 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.737

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องจากศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทแล้วโอนให้แก่โจทก์ โดยรับเงินจากโจทก์จำนวนหนึ่ง ถ้าจำเลยไถ่ถอนจำนองมาแล้วไม่จัดการโอน ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา มิฉะนั้นให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ จำเลยนำเงินค่าสินไหมทดแทนมาวางศาลเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์คัดค้านว่าจำเลยจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนในคำพิพากษา ในที่สุดศาลฎีกาพิพากษาว่าจำเลยยังไม่มีสิทธิเลือกปฏิบัติชำระเงินค่าสินไหมทดแทน ศาลชั้นต้นบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาแต่จำเลยไม่ยอมปฏิบัติ โจทก์ขอให้จับจำเลยมากักขัง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้กักขังจำเลยไว้จนกว่าจะปฏิบัติตามคำพิพากษา จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิที่จะไถ่ถอนจำนองได้เอง โดยขอให้จำเลยชดใช้ค่าไถ่ถอนจำนองให้ กรณียังถือไม่ได้ว่าไม่มีวิธีบังคับคดีอื่นใดที่เจ้าหนี้จะพึงใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 297(2) ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ถึงแม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 736, 737บัญญัติให้สิทธิผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองจะไถ่ถอนจำนองได้ก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายในส่วนสารบัญญัติ ไม่ใช่บทกฎหมายที่เกี่ยวกับการบังคับคดีทั้งไม่มีบทบัญญัติให้นำมาใช้ในการบังคับคดีได้ดังเช่นมาตรา 213 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งได้บัญญัติถึงวิธีการนำมาใช้ไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 276 วรรคท้าย และตามคำพิพากษาก็เป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องทำการไถ่ถอนจำนองที่พิพาทเสียก่อนแล้วจึงโอนให้แก่โจทก์โดยปลอดจำนอง หาใช่หน้าที่ของโจทก์ที่จะทำการไถ่ถอนจำนองเองไม่ ดังนี้จึงถือได้ว่าเป็นกรณีที่ไม่มีวิธีบังคับอื่นใดที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะพึงใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 297(2) และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้แล้วว่า จำเลยมีความสามารถที่จะไถ่ถอนจำนองได้ ถ้าจำเลยได้กระทำการโดยสุจริต แต่จำเลยจงใจไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาและคำบังคับซึ่งออกบังคับเอาแก่จำเลย ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจที่จะกักขังจำเลยได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2692/2526 นางสาวฉันทนา ติรสถิตย์ โจทก์ นายซง ตันติหาชัย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาวฉันทนา ติรสถิตย์ · จำเลย - นายซง ตันติหาชัย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พินิจ สังขนันท์ · อุดม บรรลือสินธุ์ · ปรานอม มหรรณพ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6789/2541ฎีกา 171/2513ฎีกา 2603/2530ฎีกา 1536/2500ฎีกา 1652/2534ฎีกา 3635/2541ฎีกา 324/2503ฎีกา 1649/2498ฎีกา 6549/2541ฎีกา 3794/2536ฎีกา 5094/2565ฎีกา 785/2525ฎีกา 983/2519ฎีกา 1485/2513ฎีกา 19/2504ฎีกา 788/2510ฎีกา 1367/2510ฎีกา 4143/2535ฎีกา 1444/2520ฎีกา 909-910/2511ฎีกา 420/2541ฎีกา 1005/2542ฎีกา 2424/2516ฎีกา 1040/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา