⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 331/2528

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 331/2528

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลมีอำนาจแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยที่เกิดจากการพิมพ์ในคำพิพากษาได้ตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

คำพิพากษาศาลชั้นต้นพิมพ์นามสกุลจำเลยที่ 1 "คล่องอักขระ" ผิดเป็น "คล่องอักษร" เป็นการพิมพ์ผิดพลาดเล็กน้อย ศาลมีอำนาจแก้ให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าของโจทก์โดยมีบัญชีเงินฝากอยู่ในธนาคารโจทก์สาขาคลองตันและสาขาสุขุมวิท 57 จำเลยที่ 1 ได้นำเช็คเดินทางและเช็คส่วนตัวมาเข้าบัญชีในสาขาทั้งสองเพื่อให้เรียกเก็บเงินจากธนาคารต่างประเทศ แต่ปรากฏว่าเช็คที่จำเลยที่ 1 นำมาเข้านั้นเรียกเก็บเงินไม่ได้ด้วยเหตุต่าง ๆ เมื่อจำเลยที่ 1 นำเช็คมาเข้าบัญชี เจ้าหน้าที่สาขาทั้งสองของโจทก์ได้เปลี่ยนค่าเงินตราเป็นเงินไทยและเข้าในบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 โดยยังมิได้ทราบผลว่าเช็คที่จำเลยที่ 1 นำมาเข้าเรียกเงินได้หรือไม่ เป็นผิดระเบียบของโจทก์ โจทก์สงสัยว่าจำเลยที่ 1 กับเจ้าหน้าที่ของโจทก์จะยักยอกฉ้อโกงโจทก์จึงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปรามให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกข้อตกลงยอมชดใช้เงินให้โจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันและสัญญาว่าจะจำนองที่ดินของจำเลยที่ 2 เป็นประกันหนี้สินและความรับผิดของจำเลยทั้งสองด้วย แต่จำเลยทั้งสองบิดพลิ้ว จึงฟ้องเรียกเงินจากจำเลยทั้งสองตามสัญญา ดังนี้ ตามคำฟ้องของโจทก์โจทก์ได้ฟ้องของให้บังคับจำเลยใช้หนี้ให้โจทก์ตามบันทึกข้อตกลงและสัญญาค้ำประกัน คำฟ้องดังกล่าวได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 บัญญัติไว้แล้ว คำฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม บันทึกข้อตกลงที่จำเลยที่ 1 กับพวกทำกับโจทก์ในข้อ 1 ระบุว่าจำเลยที่ 1 ได้นำเช็คต่าง ๆ มาให้โจทก์สาขาคลองตันและสาขาสุขุมวิท 57 เรียกเก็บเงินจากธนาคารต่างประเทศ และสาขาทั้สองได้นำเข้าบัญชีกระแสรายวันแล้วเท่าที่ตรวจพบในขณะทำบันทึกมีจำนวนประมาณ 5,035,407 บาทนั้น จำเลยที่ 1 ยอมชดใช้เงินจำนวนนี้ให้กับธนาคารโจทก์เป็นงวด ๆ ตามที่ปรากฏในสัญญาข้อ 2 และเพื่อเป็นหลักประกันจำเลยที่ 1 จะจัดให้จำเลยที่ 2 นำที่ดินโฉนดที่ 1193 มาจำนองเป็นหลักประกันภายในวงเงินไม่เกิน 3,000,000 บาท และทั้งสองฝ่ายไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีในทางแพ่งและอาญากันต่อไป ตอนท้ายของบันทึกลงชื่อของจำเลยที่ 1 กับพวก และนายสำราญผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ ตามบันทึกข้อตกลงนี้มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทั้งสองฝ่ายมุ่งประสงค์ที่จะระงับข้อพิพาทในทางแพ่งและทางอาญาต่อกัน ข้อตกลงที่ว่าโจทก์จะถอนคำร้องทุกข์ให้ต่อเมื่อมีการจดทะเบียนจำนองและจำเลยที่ 1 กับพวกจะไม่ดำเนินการกล่าวหาโจทก์หรือพนักงานของโจทก์นั้น เป็นหนี้หรือนัยหนึ่งข้อตกลงในสัญญาที่ลูกหนี้คือจำเลยที่ 1 จะต้องปฏิบัติก่อนที่โจทก์จะถอนคำร้องทุกข์ มิใช่เป็นเงื่อนไขที่เป็นไปได้หรือไม่สุดแล้วแต่ใจของลูกหนี้อันจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นความรับผิด เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่สามารถจัดการให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองตามข้อตกลง จำเลยที่ 1 ก็เป็นฝ่ายผิดสัญญา ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิใช่เป็นเงื่อนไขแห่งนิติกรรมที่เงื่อนไขจะสำเร็จหรือไม่สุดแต่ใจของลูกหนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดชอบตามบันทึกข้อตกลงและตามหนังสือค้ำประกัน แม้ว่าตามฟ้องโจทก์จะได้บรรยายถึงเรื่องการที่จำเลยที่ 1 นำเช็คมาเข้าบัญชีให้โจทก์เรียกเก็บเงินและเช็คเก็บเงินไม่ได้และถูกส่งคืนก็เป็นแต่เพียงมูลเหตุถึงที่มาของการทำบันทึกข้อตกลงและหนังสือค้ำประกันขึ้นเท่านั้นฟ้องโจทก์เป็นฟ้องเรียกเงินตามสัญญา ซึ่งจำเลยทั้งสองได้ทำให้โจทก์ยึดถือไว้ซึ่งอายุความฟ้องคดีชนิดนี้กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น จึงมีสิทธิฟ้องได้ภายในอายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดโจทก์ก็มีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 และเมื่อจำเลยผิดสัญญา การที่โจทก์จะบอกเลิกสัญญาหรือไม่เป็นสิทธิของโจทก์เมื่อโจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญาสัญญาก็ยังมีอยู่ โจทก์มีสิทธิที่จะร้องต่อศาลให้สั่งบังคับจำเลยให้ชำระหนี้แก่โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 213 จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดีว่าจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงไปโดยถูกข่มขู่ จำเลยที่ 1 มิได้เป็นหนี้โจทก์ แสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ยอมปฏิบัติตามสัญญาโดยสิ้นเชิง มิใช่แต่เพียงไม่ยอมรับผิดตามข้อสัญญาในเรื่องชำระหนี้แต่ละงวด โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องเรียกเงินได้ทั้งหมดเมื่อมีการผิดสัญญาเกิดขึ้นไม่ใช่เฉพาะแต่งวดที่ผิดสัญญา เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันให้ชำระหนี้ได้ และจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิที่จะอ้างเงื่อนเวลาเป็นข้อต่อสู้ได้ เพราะจำเลยที่ 2 ให้การสู้คดีโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นหนี้โจทก์เนื่องจากทำหนังสือค้ำประกันโดยสำคัญผิด เท่ากับสละประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาเสียแล้ว จำเลยที่ 1 ให้การรับว่าได้ทำบันทึกข้อตกลงให้โจทก์ไว้จริง แต่ต่อสู้ว่าทำโดยถูกข่มขู่ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับว่าได้ทำหนังสือค้ำประกันไว้จริง แต่ต่อสู้ว่ากระทำโดยสำคัญผิดว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับประกันตัวจำเลยที่ 1 ฉะนั้นประเด็นที่ว่าจำเลยที่ 1 ถูกข่มขู่หรือไม่ และจำเลยที่ 2 สำคัญผิดหรือไม่จึงเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างขึ้นมาใหม่ ภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงตกเป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายนำสืบก่อนไม่ใช่ฝ่ายโจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.86 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.104 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.143 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.226 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.112 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.152 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.154 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.164 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.168 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.204 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.213 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.680 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.686 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.850

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกค้าของโจทก์โดยมีบัญชีเงินฝากอยู่ในธนาคารโจทก์สาขาคลองตันและสาขาสุขุมวิท ๕๗ จำเลยที่ ๑ ได้นำเช็คเดินทางและเช็คส่วนตัวมาเข้าบัญชีในสาขาทั้งสองเพื่อให้เรียกเก็บเงินจากธนาคารต่างประเทศแต่ปรากฏว่าเช็คที่จำเลยที่ ๑ นำมาเข้านั้นเรียกเก็บเงินไม่ได้ด้วยเหตุต่าง ๆ เมื่อจำเลยที่ ๑ นำเช็คมาเข้าบัญชี เจ้าหน้าที่สาขาทั้งสองของโจทก์ได้เปลี่ยนค่าเงินตราเป็นเงินไทยและเข้าในบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ ๑ โดยยังมิได้ทราบผลว่าเช็คที่จำเลยที่ ๑ นำมาเข้าเรียกเก็บเงินได้หรือไม่ เป็นการผิดระเบียบของโจทก์ โจทก์สงสัยว่าจำเลยที่ ๑ กับเจ้าหน้าที่ของโจทก์จะยักยอกฉ้อโกงโจทก์จึงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปรามให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ทำบันทึกข้อตกลงยอมชดใช้เงินให้โจทก์ โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกัน และสัญญาว่าจะจำนองที่ดินของจำเลยที่ ๒ เป็นประกันหนี้สินและความรับผิดของจำเลยทั้งสองด้วย แต่จำเลยทั้งสองบิดพลิ้ว ขอให้จำเลยทั้งสองชำระเงินตามสัญญาให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า บันทึกข้อตกลงนั้นจำเลยที่ ๑ กระทำไปโดยถูกข่มขู่ จำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ เช็คฉบับต่าง ๆ โจทก์เรียกเก็บและรับเงินไปถูกต้องแล้ว โจทก์คิดดอกเบี้ยไม่ถูกต้องและไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ มิได้รู้เห็นเกี่ยวกับทำบันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ส่วนสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ ๒ ลงชื่อไปโดยสำคัญผิดเข้าใจว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการประกันตัวจำเลยที่ ๑ สัญญาค้ำประกันจึงตกเป็นโมฆะ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ ๒ มิได้ผิดนัด โจทก์จะเรียกดอกเบี้ยมิได้ และจำเลยที่ ๒ ไม่ได้ตกลงให้ดอกเบี้ยโจทก์ในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี หากจำเลยที่ ๒ ต้องเสียดอกเบี้ยก็ต้องชำระเพียงอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีเท่านั้น ตามบันทึกข้อตกลงว่าจำเลยที่ ๑ มีสิทธิผ่อนชำระหนี้เป็นงวด ๆ เดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ไม่มีข้อความว่าผิดนัดงวดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด และจำเลยที่ ๑ คงค้างชำระหนี้เพียง ๓ งวด โจทก์ชอบที่จะเรียกให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ได้เพียง ๓ งวด และอาจเรียกให้จำเลยที่ ๒ ชำระหนี้ได้เพียง ๓ พวกเช่นกัน ทั้งตามกฎหมายผู้ค้ำประกันไม่ต้องชำระหนี้ก่อนถึงเวลากำหนดชำระแม้ลูกหนี้ไม่อาจถือเอาประโยชน์แห่งเงื่อนเวลา โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับแก่จำเลยที่ ๒ ได้ ตามบันทึกข้อตกลงข้อ ๓ มีความว่า จำเลยที่ ๑ จะจัดให้จำเลยที่ ๒ นำที่ดินตามที่ระบุไว้มาจำนองเป็นประกัน ข้อ ๔ ระบุว่า เพื่อเป็นไปตามข้อตกลงนี้ทั้งสองฝ่ายไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีแพ่งและอาญาต่อกันโดยมีเงื่อนไขว่าต้องมีการจดทะเบียนจำนองที่ดินให้แก่โจทก์นั้น เป็นเรื่องสุดแต่ใจของจำเลย บันทึกข้อตกลงจึงเป็นนิติกรรมที่มีเงื่อนไขบังคับก่อนอันจะสำเร็จหรือไม่สุดแล้วแต่ใจของลูกหนี้ ย่อมตกเป็นโมฆะทั้งหมด การค้ำประกันจึงไม่เป็นผลด้วย และคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ในฐานะลูกหนี้และจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันชำระเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๒ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า จำเลยฎีกาว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๒ รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันนายสวัสดิ์ คล่องอักขระ จำเลยที่ ๑ แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นายสวัสดิ์ คล่องอักขระ ใช้เงินให้โจทก์ และโจทก์มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๒ มิได้ค้ำประกันนายสวัสดิ์ คล่องอักษร จึงหลุดพ้นความรับผิดเห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ให้รับผิด การที่คำพิพากษาศาลชั้นต้นระบุว่าเป็นนายสวัสดิ์ คล่องอักษร เป็นการพิมพ์ผิดพลาดเล็กน้อย ศาลมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๓ จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่าโจทก์มิได้บรรยายฟ้องมาให้ชัดแจ้งและไม่มีรายละเอียดพอที่จำเลยจะเข้าใจข้อหาได้เป็นฟ้องเคลือบคลุม พิเคราะห์คำฟ้องของโจทก์ โจทก์บรรยายฟ้องมีใจความว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกค้าของโจทก์โดยมีบัญชีเงินฝากอยู่ในธนาคารโจทก์สาขาคลองตันและสาขาสุขุมวิท ๕๗ จำเลยที่ ๑ ได้นำเช็คเดินทางและเช็คส่วนตัวมาเข้าบัญชีในสาขาทั้งสองเพื่อให้เรียกเก็บเงินจากธนาคารต่างประเทศแต่ปรากฏว่าเช็คที่จำเลยที่ ๑ นำเข้านั้นเรียกเก็บเงินไม่ได้ด้วยเหตุต่าง ๆ เมื่อจำเลยที่ ๑ นำเช็คมาเข้าบัญชี เจ้าหน้าที่สาขาทั้งสองของโจทก์ได้เปลี่ยนค่าเงินตราเป็นเงินไทยและเข้าในบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ ๑ โดยยังมิได้ทราบผลว่าเช็คที่จำเลยที่ ๑ นำมาเข้าเรียกเก็บเงินได้หรือไม่ เป็นการผิดระเบียบของโจทก์ โจทก์สงสัยว่าจำเลยที่ ๑ กับเจ้าหน้าที่ของโจทก์จะยักยอกฉ้อโกงจึงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปรามให้ดำเนินคดี จำเลยที่ ๑ ได้ทำบันทึกข้อตกลงยอมชดใช้เงินให้โจทก์ โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันและสัญญาว่าจะจำนองที่ดินของจำเลยที่ ๒ เป็นประกันหนี้สินและความรับผิดของจำเลยทั้งสองด้วย แต่จำเลยทั้งสองบิดพลิ้ว จึงฟ้องเรียกเงินจากจำเลยทั้งสองตามสัญญา เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์โจทก์ได้ฟ้องขอให้บังคับจำเลยให้ใช้หนี้ตามบันทึกข้อตกลงและตามสัญญาค้ำประกัน คำฟ้องดังกล่าวได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๒ บัญญัติไว้แล้ว คำฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่าบันทึกข้อตกลงเป็นโมฆะเพราะเป็นสัญญาหรือนิติกรรมที่มีเงื่อนไขบังคับก่อนอันจะสำเร็จหรือไม่สุดแล้วแต่ใจของลูกหนี้ อันเป็นผลให้จำเลยที่ ๒ หลุดพ้นความรับผิดดับไปด้วย พิเคราะห์แล้ว ปัญหาว่าสัญญาหรือบันทึกข้อตกลงนั้นเป็นสัญญาหรือนิติกรรมที่มีเงื่อนไขบังคับก่อนอันจะสำเร็จหรือไม่สุดแล้วแต่ใจของลูกหนี้หรือไม่นั้น บันทึกข้อตกลงลงวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๑๙ ที่จำเลยที่ ๑ กับพวกทำกับโจทก์ ในข้อ ๑ ระบุว่า จำเลยที่ ๑ ได้นำเช็คต่าง ๆ มาให้โจทก์สาขาคลองตันและสาขาสุขุมวิท ๕๗ เรียกเก็บเงินจากธนาคารต่างประเทศ และสาขาทั้งสองได้นำเข้าบัญชีกระแสรายวันแล้วเท่าที่ตรวจพบในขณะทำบันทึกมีจำนวนประมาณ ๕,๐๓๕,๔๐๗ บาท เงินจำนวนนี้จำเลยที่ ๑ ยอมให้โจทก์นำเงินที่จำเลยที่ ๑ แบ่งและถอนฝากไว้ที่ธนาคารโจทก์สาขาคลองตันและสาขาสุขุมวิท ๕๗ หักออกคงเหลือเงินที่จำเลยที่๑ ได้รับจากธนาคาร ๓,๕๗๙,๐๕๔ บาทนั้น จำเลยที่ ๑ ยอมชดใช้เงินจำนวนนี้ให้ธนาคารโจทก์เป็นงวด ๆ ตามที่ปรากฏในข้อ ๒ และเพื่อเป็นหลักประกันจำเลยที่ ๑ จะจัดให้จำเลยที่ ๒ นำที่ดินโฉนดที่ ๑๑๙๓ ตำบลดอนเมือง อำเภอบางเขน มาจำนองเป็นหลักประกันภายในวงเงินไม่เกิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท และทั้งสองฝ่ายไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีในทางแพ่งและอาญากันต่อไป ตอนท้ายของบันทึกลงชื่อจำเลยที่ ๑ กับพวกและนายสำราญผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ เห็นว่า ตามบันทึกข้อตกลงนี้มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทั้งสองฝ่ายมุ่งประสงค์จะระงับข้อพิพาทในทางแพ่งและทางอาญาต่อกัน ข้อตกลงที่ว่าโจทก์จะถอนคำร้องทุกข์ให้ต่อเมื่อมีการจดทะเบียนจำนองและจำเลยที่ ๑ กับพวกจะไม่ดำเนินการกล่าวหาโจทก์หรือพนักงานของโจทก์นั้น เป็นหนี้หรือนัยหนึ่งข้อตกลงในสัญญาที่ลูกหนี้คือจำเลยที่ ๑ จะต้องปฏิบัติก่อนที่โจทก์จะถอนคำร้องทุกข์ มิใช่เป็นเงื่อนไขที่เป็นไปได้หรือไม่สุดแล้วแต่ใจของลูกหนี้อันจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ ๒ หลุดพ้นความพ้นความรับผิด เมื่อจำเลยที่ ๑ ไม่สามารถจัดการให้จำเลยที่ ๒ จดทะเบียนจำนองตามข้อตกลง จำเลยที่ ๑ ก็เป็นฝ่ายผิดสัญญา ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ มิใช่เป็นเงื่อนไขแห่งนิติกรรมที่เงื่อนไขจะสำเร็จหรือไม่สุดแต่ใจของลูกหนี้ จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดตามบันทึกข้อตกลงวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๑๙ และตามหนังสือค้ำประกัน แม้ว่าตามคำฟ้องโจทก์จะได้บรรยายถึงเรื่องการที่จำเลยที่ ๑ นำเช็คมาเข้าบัญชีให้โจทก์เรียกเก็บเงินและเช็คเรียกเก็บเงินไม่ได้ และถูกส่งคืนก็เป็นแต่เพียงมูลเหตุถึงที่มาของการทำบันทึกข้อตกลงและหนังสือค้ำประกันขึ้นเท่านั้นฟ้องโจทก์เป็นฟ้องเรียกเงินตามสัญญาซึ่งจำเลยทั้งสองได้ทำให้โจทก์ยึดถือไว้ซึ่งอายุความฟ้องคดีชนิดนี้กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๔ กำหนดให้ฟ้องคดีได้ภายในสิบปี จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ทำบันทึกข้อตกลงและทำหนังสือค้ำประกันให้โจทก์เมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๑๙ แล้วบิดพลิ้วไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น นับแต่วันทำบันทึกข้อตกลงและหนังสือค้ำประกันจนถึงวันโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยจึงยังอยู่ภายในกำหนดระยะเวลาสิบปี คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่าตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดเมื่อใด เมื่อจำเลยที่ ๑ มิได้เป็นผู้ผิดนัด จำเลยที่ ๒ ก็ไม่ต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันพิเคราะห์ฟ้องโจทก์แล้ว ในคำฟ้องโจทก์ข้อ ๒ ได้บรรยายมีใจความสำคัญว่าเงินที่จำเลยที่ ๑ รับว่าจะชำระให้โจทก์จำนวน ๓,๕๗๙,๐๕๔ บาทนั้น จำเลยที่ ๑ ชำระให้โจทก์เป็นงวดแรก ๖๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือสัญญาว่าจะผ่อนชำระให้เป็นรายเดือน เดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาททุกเดือนไปจนกว่าจะครบถ้วน เริ่มชำระคราวแรกภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันทำบันทึกดังกล่าว และในข้อ ๔ ก็ได้กล่าวชัดว่านับแต่ทำบันทึกข้อตกลงแล้ว จำเลยที่ ๑ ไม่ผ่อนชำระเงินที่สัญญาว่าจะผ่อนชำระนั้นให้แก่โจทก์โจทก์ได้ให้ทนายโจทก์ทวงถามแล้วจำเลยที่ ๑ ก็ไม่ชำระให้ จากคำฟ้องดังกล่าวเห็นได้ว่าโจทก์ได้กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๑ ได้ผิดนัดต่อโจทก์ คือมิได้ชำระหนี้ให้โจทก์ตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา เมื่อจำเลยที่ ๑ ผิดนัดโจทก์ก็มีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๖ ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาโจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้วเรียกเงินคืนกับเรียกค่าเสียหาย แต่โจทก์ไม่ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินคืนทั้งหมดตามฟ้องเห็นว่า เมื่อจำเลยผิดสัญญา การที่โจทก์จะบอกเลิกสัญญาหรือไม่เป็นสิทธิของโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญาสัญญาก็ยังมีอยู่ โจทก์มีสิทธิที่จะร้องต่อศาลให้สั่งบังคับจำเลยให้ชำระหนี้แก่โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๑๓ จำเลยฎีกาว่าจำเลยผิดนัดชำระนี้โจทก์เพียง ๑๓ งวด แต่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินทั้งหมดเงินส่วนที่เกินจึงเป็นหนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ทั้งหมดเป็นการไม่ชอบนั้น พิเคราะห์แล้ว จำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้คดีว่าจำเลยที่ ๑ ทำบันทึกข้อตกลงไปโดยถูกข่มขู่ จำเลยที่ ๑ มิได้เป็นหนี้โจทก์ แสดงว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ยอมปฏิบัติตามสัญญาโดยสิ้นเชิง ไม่ใช่แต่เพียงไม่ยอมรับผิดตามข้อสัญญาในเรื่องชำระหนี้แต่ละงวดโจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องเรียกเงินได้ทั้งหมดเมื่อมีการผิดสัญญาเกิดขึ้นไม่ใช่เฉพาะแต่งวดที่ผิดสัญญา เมื่อจำเลยที่ ๑ ผิดนัดโจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันให้ชำระหนี้ได้ และจำเลยที่ ๒ ไม่มีสิทธิที่จะอ้างเงื่อนเวลาเป็นข้อต่อสู้ได้ เพราะจำเลยที่ ๒ ได้ให้การต่อสู้คดีโจทก์ว่าจำเลยที่ ๒ มิได้เป็นหนี้โจทก์เนื่องจากทำหนังสือค้ำประกันโดยสำคัญผิด เท่ากับสละประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาเสียแล้ว จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่าศาลชั้นต้นกำหนดหน้าที่นำสืบให้จำเลยทั้งสองนำสืบก่อนเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ เห็นว่า ตามคำให้การของจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ ๑ ให้การรับว่าได้ทำบันทึกข้อตกลงให้โจทก์ไว้จริง แต่ต่อสู้ว่าทำโดยถูกข่มขู่ ส่วนจำเลยที่ ๒ ก็ให้การรับว่าได้ทำหนังสือค้ำประกันไว้จริง แต่ต่อสู้ว่ากระทำโดยสำคัญผิดว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการประกันตัวจำเลยที่ ๑ ฉะนั้นประเด็นที่ว่าจำเลยที่ ๑ ถูกข่มขู่หรือไม่ และจำเลยที่ ๒ สำคัญผิดหรือไม่จึงเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างขึ้นมาใหม่ ภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงตกเป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายนำสืบก่อนไม่ใช่ฝ่ายโจทก์ ศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองนำสืบก่อนในประเด็นข้อนี้จึงชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่าศาลชั้นต้นสั่งตัดพยานจำเลยที่ ๒ ก่อนพิพากษาคดีศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยจำเลยที่ ๒ ได้อุทธรณ์เป็นการโต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลแล้ว เป็นประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัยชี้ขาดให้จำเลย เห็นว่า คำสั่งระหว่างพิจารณานั้นคู่ความต้องโต้แย้งคำสั่งไว้จึงจะมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ จำเลยที่ ๒ มิได้โต้แย้งคำสั่งไว้จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ชอบแล้ว พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 331/2528 บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด โจทก์ นายสวัสดิ์ คล่องอักขระ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด · จำเลย - นายสวัสดิ์ คล่องอักขระ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สำเนียง ด้วงมหาสอน · อภินย์ ปุษปาคม · ดำริ ศุภพิโรจน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายวิชิต บุญถนอม · ศาลอุทธรณ์ - นายเปลื้อง วัฑฒนาธร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 10166/2539ฎีกา 681/2506ฎีกา 8688/2551ฎีกา 272/2490ฎีกา 3219/2534ฎีกา 1000/2505ฎีกา 2026/2494ฎีกา 2135/2518ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 1196/2513ฎีกา 1531/2526ฎีกา 848/2534ฎีกา 533/2521ฎีกา 1616/2522ฎีกา 1687/2497ฎีกา 1510/2520ฎีกา 6196/2537ฎีกา 293/2520ฎีกา 1029/2494ฎีกา 1132/2520ฎีกา 8727/2544ฎีกา 2012/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา