⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4371/2528

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4371/2528

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การตีความระเบียบข้อบังคับต้องตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์เทียบเคียงถึงข้อสัญญาและข้อตกลงอื่น ๆ ประกอบด้วย และต้องตีความโดยนัยที่จะทำให้เป็นผลบังคับได้ * ผู้จัดการโรงงานมีอำนาจอนุมัติใบลาออกได้ แม้ระเบียบข้อบังคับจะไม่ได้กำหนดตัวผู้มีอำนาจหน้าที่อนุมัติไว้ชัดแจ้งก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

การที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้ยื่นใบลาออกและผู้จัดการโรงงานลงลายมือชื่ออนุมัติแล้วนั้น ศาลแรงงานกลางมิได้ถือเอาตัวอย่างใบลาพยานเอกสารเป็นข้อวินิจฉัยในการรับฟัง ข้อเท็จจริงดังกล่าว หากแต่ศาลแรงงานกลางชั่งน้ำหนักคำเบิกความ ของพยานจำเลยกับคำเบิกความของตัวโจทก์โดยมิได้วินิจฉัยหรือ กล่าวพาดพิงถึงพยานเอกสารดังกล่าว คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลาง หาได้ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 ไม่ ระเบียบข้อบังคับว่าด้วยการลาออกมิได้กำหนดตัวผู้มีอำนาจหน้าที่อนุมัติใบลาออกไว้ชัดแจ้ง แต่ไม่อาจแปลจำกัดเพียงว่านอกจากกรรมการผู้จัดการผู้มีอำนาจหน้าที่กระทำการแทนจำเลยผู้เดียวเท่านั้นแล้ว ผู้อื่นใดหามีอำนาจที่จะอนุมัติอีกไม่เป็นการแปลเฉพาะข้อความตอนใดตอนหนึ่งอันไม่ต้องด้วยหลักการตีความ การตีความจักต้องตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยพิเคราะห์เทียบเคียงถึงข้อสัญญาและข้อตกลงอื่น ๆ ประกอบด้วย และต้องตีความโดยนัยที่จะทำให้เป็นผลบังคับได้การเลิกจ้างตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยมีข้อความเป็นทำนองเดียวกับประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ฯ ข้อ 47 (1) ถึง (6) เป็นการเลิกจ้างในทางวินัย เป็นการลงโทษในสถานที่หนักที่สุดที่นายจ้างพึงกระทำต่อลูกจ้างได้นั้น ให้อำนาจผู้จัดการโรงงานไว้ส่วนการลาออกโดยความสมัครใจ ซึ่งโดยปกติย่อมไม่มีผลร้ายแก่ลูกจ้างไม่มีประโยชน์และความจำเป็นประการใดที่จำเลยจะสงวนอำนาจเช่นว่านี้ไว้เป็นอำนาจโดยเฉพาะสำหรับกรรมการผู้จัดการผู้เดียวเท่านั้น ผู้จัดการโรงงานจึงมีอำนาจอนุมัติได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ม.47 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.27 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.93 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.10

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างประจำ โจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างของสหภาพแรงงานอุตสาหกรรมฟอกย้อมแห่งประเทศไทย จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจาโดยโจทก์ไม่มีความผิดและโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานและจ่ายค่าเสียหาย จำเลยให้การว่า โจทก์ยื่นใบลาออกต่อผู้บังคับบัญชาเป็นลายลักษณ์อักษรด้วยความสมัครใจ จำเลยอนุมัติให้ลาออกได้ในวันเดียวกัน แต่โจทก์ได้หลอกลวงและแย่งชิงต้นฉบับหนังสือลาออกดังกล่าว การเป็นกรรมการลูกจ้างของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายเกิดขึ้นจากการแต่งตั้งย้อนหลัง เป็นการสร้างความคุ้มกันทางกฎหมายให้แก่โจทก์เพื่อกล่าวอ้างว่าโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างเพื่อมาฟ้องคดีนี้ และขณะแต่งตั้งโจทก์ โจทก์ขาดคุณสมบัติที่จะเป็นกรรมการลูกจ้างแล้วเพราะโจทก์พ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างแล้วโดยการลาออกและได้รับอนุมัติแล้ว ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า การที่ศาลแรงงานกลางรับฟังว่าโจทก์ยื่นใบลาออกและผู้จัดการโรงงานลงลายมือชื่ออนุมัติแล้วนั้น ศาลแรงงานกลางหาได้ถือเอาใบลาเอกสารหมาย ล.๓ เป็นข้อวินิจฉัยในการรับฟังข้อเท็จจริงไม่หากแต่ศาลแรงงานกลางชั่งน้ำหนักคำเบิกความของพยานจำเลยเทียบเคียงกับคำเบิกความของตัวโจทก์ แล้วเห็นว่าพยานจำเลยมีน้ำหนักมากกว่าพยานโจทก์ฟังข้อเท็จจริงว่าผู้จัดการโรงงานลงลายมือชื่ออนุมัติใบลาออกของโจทก์แล้วจริงดังที่จำเลยนำสืบ ทั้งนี้ ศาลแรงงานมิได้วินิจฉัยใบลาออกเอกสารหมาย ล.๓ หรือกล่าวพาดพิงไปถึงเอกสารหมาย ล.๓ ประการใดเลย คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางหาได้ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๓ ไม่ ระเบียบข้อบังคับของจำเลยว่าด้วยการลาออกมิได้กำหนดตัวผู้มีอำนาจหน้าที่อนุมัติใบลาออกไว้ชัดแจ้ง แต่จะแปลจำกัดเคร่งครัดไปถึงขั้นที่ว่านอกจากกรรมการผู้จัดการผู้มีอำนาจหน้าที่กระทำการแทนจำเลยผู้เดียวเท่านั้นแล้วผู้อื่นใดหามีอำนาจที่จะอนุมัติอีกไม่ เป็นการแปลเฉพาะข้อความตอนใดตอนหนึ่งอันไม่ต้องด้วยหลักการตีความ ซึ่งในที่นี้ได้แก่ระเบียบข้อบังคับฯ การตีความจักต้องตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยพิเคราะห์เทียบเคียงถึงข้อสัญญาหรือข้อตกลงอื่น ๆ ประกอบด้วย และต้องตีความโดยนัยที่จะทำให้เป็นผลบังคับได้ การเลิกจ้างตามระเบียบข้อบังคับฯ ดังกล่าว มีความเป็นทำนองเดียวกับประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ ๔๗ (๑)ถึง (๖) เป็นการเลิกจ้างในทางวินัย เป็นการลงโทษในสถานที่หนักที่สุดที่นายจ้างจะพึงกระทำต่อลูกจ้างได้ เมื่อผู้จัดการโรงงานมีอำนาจในสถานที่หนักได้การอนุมัติการลาออกโดยความสมัครใจของลูกจ้างซึ่งเป็นการอนุมัติตามความประสงค์ของลูกจ้างโดยปกติย่อมไม่มีผลร้ายแก่ลูกจ้าง ผู้จัดการโรงงานจึงมีอำนาจอนุมัติ เพราะย่อมไม่มีประโยชน์และความจำเป็นที่จำเลยจะสงวนอำนาจเช่นว่านี้เป็นอำนาจโดยเฉพาะสำหรับกรรมการผู้จัดการผู้เดียวเท่านั้น การตีความโดยเทียบเคียงกับข้อบังคับอื่นเป็นการตีความระเบียบข้อบังคับฯ ให้ใช้การได้ในทางปฏิบัติเหมาะสมที่จะปฏิบัติและเป็นไปได้ในสภาพที่แท้จริง ชอบด้วยหลักการตีความแล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4371/2528 นายชำนาญ จันทรารมย์ โจทก์ บริษัทพัตราภรณ์ไทยการย้อม จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายชำนาญ จันทรารมย์ · จำเลย - บริษัทพัตราภรณ์ไทยการย้อม จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จุนท์ จันทรวงศ์ · สมบูรณ์ บุญภินนท์ · เพียร สุมิระ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายวิชัย เอื้ออังคณากุล · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7980/2551ฎีกา 3813/2535ฎีกา 345/2520ฎีกา 280/2530ฎีกา 2732/2534ฎีกา 4637/2567ฎีกา 149/2526ฎีกา 1572/2511ฎีกา 254/2520ฎีกา 2423/2550ฎีกา 3589/2525ฎีกา 8108/2542ฎีกา 1896/2492ฎีกา 2356/2534ฎีกา 5094/2565ฎีกา 7279/2540ฎีกา 4470/2543ฎีกา 484/2486ฎีกา 2411-2415/2529ฎีกา 923/2523ฎีกา 2898/2538ฎีกา 2257/2543ฎีกา 6528/2537ฎีกา 1352/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา