⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4471/2528

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4471/2528

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ต่อพนักงานรับฟ้องในระหว่างที่ศาลออกนั่งพิจารณาสืบพยานโจทก์ฝ่ายเดียว ถือเป็นการขอให้พิจารณาคดีใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 205 วรรคสอง และศาลชั้นต้นต้องพิจารณาคำร้องดังกล่าว ก่อนที่จะมีคำพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดี

ย่อคำพิพากษา

ระหว่างศาลชั้นต้นออกนั่งพิจารณาสืบพยานโจทก์ฝ่ายเดียวทนายจำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่โดยยื่นต่อพนักงานรับฟ้อง กรณีจึงเป็นการขอให้พิจารณาคดีใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 205 วรรคสอง การที่พนักงานรับฟ้องไม่ได้นำคำร้องเสนอต่อศาล ก่อนที่ศาลจะชี้ขาดตัดสินคดี จะถือว่าทนายจำเลยไม่มาศาลหาได้ไม่ คำร้องของจำเลยดังกล่าวมิใช่เป็นการขอพิจารณาคดีใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 207 อันจะต้องกล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งเหตุที่จำเลยขาดนัด และต้องแสดงข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 208 วรรคสอง การที่ศาลชั้นต้นไม่พิจารณาคำร้องของจำเลยแล้วพิพากษาคดีไป จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.69 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.205 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.207 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.208 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่นาโฉนดเลขที่ ๑๕๕๑๖ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ จำเลยได้บุกรุกเข้าไปลักเกี่ยวข้าวในนาของโจทก์จนหมดทั้งแปลง ขอให้ศาลพิพากษาว่าข้าวในนาเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวและเคลื่อนย้ายข้าวออกจากนาของโจทก์ จำเลยให้การว่าจำเลยมีสิทธิเช่านาพิพาทตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ. ๒๕๑๗ ข้าวในนาพิพาทเป็นของจำเลย วันนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรกจำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา พิจารณาสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว แล้วพิพากษาว่า ข้าวเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๒๕ ขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่โดยอ้างเหตุว่า ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ตอนเช้าเวลา ๘.๓๐ นาฬิกา ทนายจำเลยมาศาล ครั้นเวลา ๑๒ นาฬิกา ทนายจำเลยไปกิจธุระ ระหว่างเดินทางกลับ รถยนต์ของทนายจำเลย เครื่องเสีย จึงมาศาลไม่ทันเวลา ทนายจำเลยมิได้จงใจขาดนัดศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันให้รับคำร้องและนัดไต่สวน ต่อมาวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๕ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของศาลลงวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๒๕ เสีย แล้วมีคำสั่งใหม่ว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๘ วรรคสอง ให้ยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ลงวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๒๕ ของจำเลยเสียโดยไม่ว่าต้องไต่สวน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๕ และให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลยลงวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๒๕ แล้วมีคำสั่งต่อไปตามรูปคดี โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๒๕ เวลา ๘.๓๐ นาฬิกา ถึงวันนัดปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่าออกนั่งพิจารณา เวลา ๑๔.๒๐ นาฬิกา เนื่องจากเลื่อนมาจากตอนเช้าซึ่งติดพิจารณาคดีอื่น จำเลยไม่มาศาลและไม่แจ้งเหตุขัดข้อง จึงมีคำสั่งให้จำเลยขาดนัดพิจารณา สืบพยานโจทก์รวม ๓ ปาก และได้อ่านคำพิพากษาวันเดียวกันเวลา ๑๖ นาฬิกา ปรากฏว่าทนายจำเลยได้มาศาลในวันเดียวกัน เวลา ๑๕ นาฬิกายื่นคำร้องต่อพนักงานรับฟ้องว่ามิได้จงใจขาดนัด ขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งพิจารณาคดีใหม่ แล้ววินิจฉัยว่าก่อนที่ศาลชั้นต้นจะชี้ขาดตัดสินคดี ย่อมต้องถือว่าคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาและในการยื่นคำคู่ความหรือเอกสารต่อศาลนั้นนอกจากจะยื่นต่อศาลในระหว่างพิจารณาแล้ว คู่ความยังอาจยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลได้อีก เมื่อทนายจำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ก่อนเวลาที่ศาลชั้นต้นจะชี้ขาดตัดสินคดีโดยคำพิพากษา ย่อมต้องถือว่าคดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณา เป็นการขอให้พิจารณาคดีใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๕ วรรคสอง การที่พนักงานรับฟ้องไม่ได้นำคำร้องเสนอต่อศาลก่อนที่ศาลจะชี้ขาดตัดสินคดี จะถือว่าทนายจำเลยไม่มาศาลหาได้ไม่ คำร้องของจำเลยดังกล่าวมิใช่เป็นการขอพิจารณาคดีใหม่ตามมาตรา ๒๐๗ อันจะต้องกล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งเหตุที่จำเลยขาดนัด และต้องแสดงข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๐๘ วรรคสอง การที่ศาลชั้นต้นไม่พิจารณาคำร้องของจำเลยแล้วพิพากษาคดีไปจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาตามมาตรา ๒๐๕ วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำร้องของศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของจำเลยแล้วมีคำสั่งใหม่ โดยมิได้พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้นไม่ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเสียด้วย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4471/2528 นายคำมี ขุนขจร โจทก์ นายแดง เทพบัวรี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายคำมี ขุนขจร · จำเลย - นายแดง เทพบัวรี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อำนวย อินทุภูติ · ดำริ ศุภพิโรจน์ · สมศักดิ์ เกิดลาภผล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครสวรรค์ - นายศักดิ์สุบรรณ ลังกาพินธุ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายอำนวย เปล่งวิทยา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2909/2524ฎีกา 356/2530ฎีกา 4810/2542ฎีกา 1010/2539ฎีกา 609/2526ฎีกา 280/2530ฎีกา 1645/2549ฎีกา 4715/2542ฎีกา 2076/2542ฎีกา 1339/2499ฎีกา 4637/2567ฎีกา 1022/2551ฎีกา 5640/2540ฎีกา 5272/2544ฎีกา 8735/2542ฎีกา 469/2531ฎีกา 793/2507ฎีกา 4041/2542ฎีกา 8108/2542ฎีกา 2520/2544ฎีกา 5150/2552ฎีกา 1145/2512ฎีกา 1733/2498ฎีกา 1660/2518
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา