⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1647/2529

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1647/2529

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่คู่สัญญาตกลงกันว่าทรัพย์สินที่ซื้อขายกันนั้นจะจำหน่ายจ่ายโอนหรือให้ผู้อื่นครอบครองใช้ไม่ได้นั้น เป็นข้อสัญญาที่ใช้บังคับได้เฉพาะระหว่างคู่สัญญาเท่านั้น หากบุคคลภายนอกได้รับโอนทรัพย์สินนั้นมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน และผู้ขายเดิมก็ทราบและยินยอมให้มีการโอนทรัพย์สินนั้นได้ บุคคลภายนอกย่อมมีสิทธิในทรัพย์สินนั้นและมีอำนาจฟ้องคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ที่ 1 ขอซื้อรถยนต์จากบริษัท ส.โดยมีข้อสัญญาไม่ให้โจทก์ที่ 1 จำหน่ายจ่ายโอนหรือให้ผู้อื่นครอบครองใช้รถยนต์คันนั้น ต่อมาโจทก์ที่ 1 ขายรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 2 โดยบริษัท ส. ก็ทราบและไม่ถือเป็นเหตุเลิกสัญญากับโจทก์ที่ 1 คงรับเงินค่างวดรถจากโจทก์ที่ 1 ตลอดมา เมื่อโจทก์ที่ 1 ขายรถให้โจทก์ที่ 2 แล้วก็ได้ส่งมอบการครอบครองให้โจทก์ที่ 2 ใช้ประโยชน์ในรถคันดังกล่าว จึงต้องถือว่าโจทก์ที่ 2 รับโอนรถคันพิพาทมาโดยชอบ โจทก์ที่ 2 จึงเป็นผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้กระทำละเมิดทำให้รถเสียหายได้ ทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าทรัพย์พิพาทตามฟ้องเป็นสินสมรสและจะสันนิษฐานว่าเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1474 ก็ไม่ได้ เพราะไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 2 ได้จดทะเบียนสมรสหรือไม่ จึงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ที่ 2 มีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้องคดีเกี่ยวกับทรัพย์พิพาท

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.453 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.458 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1336 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1474 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1476

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นผู้ครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์หมายเลขทะเบียน อต.๐๔๗๔๕ โดยซื้อมาจากบริษัทสุโขทัยฮกอันตึ๊ง (๑๙๗๘) จำกัด โจทก์ที่ ๒ เป็นผู้ครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์คันดังกล่าวในขณะเกิดเหตุโดยทำสัญญาจะซื้อขายจากโจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๑ ได้มอบอำนาจให้โจทก์ที่ ๒ เป็นผู้ดำเนินคดีแทน จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์หมายเลขทะเบียนปทุมวัน๘๐-๐๗๙๔ จำเลยที่ ๒ เป็นลูกจ้างจำเลยที่ ๑ วันเกิดเหตุจำเลยที่ ๒ ขับรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ โดยประมาทชนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน อต.๐๔๗๔๕ เป็นเหตุให้โจทก์ที่ ๒ และบุคคลที่นั่งมาในรถยนต์อีก ๖ คนได้รับบาดเจ็บและโจทก์ได้รับความเสียหายคิดเป็นเงิน ๒๘๐,๐๔๒ บาท จำเลยที่ ๑ ให้การว่าโจทก์ทั้งสองไม่ใช่ผู้ครอบครองใช้ประโยชน์รถคันหมายเลขทะเบียน อต.๐๔๗๔๕ โจทก์ที่ ๒ ไม่มีสิทธิใด ๆ ในรถยนต์คันดังกล่าว โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง เหตุที่รถชนกันเกิดจากความประมาทของผู้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน อต.๐๔๗๔๕ ฝ่ายเดียวและโจทก์เสียหายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายมาเกินความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน ๑๘๕,๖๐๕ บาทให้แก่โจทก์ที่ ๒ และให้ยกฟ้องโจทก์ที่ ๑ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน ๙๕,๙๐๐ บาทให้แก่โจทก์ที่ ๒ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๑ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาในประการแรกว่าสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขตามเอกสารหมาย จ.๑ ที่โจทก์ที่ ๑ ทำไว้กับบริษัทสุโขทัยฮกอันตึ๊ง (๑๙๗๘) จำกัด ข้อ ๕ บังคับไม่ให้โจทก์ที่๑ จำหน่ายจ่ายโอนหรือให้ผู้อื่นครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์ดังกล่าว โจทก์ที่ ๑ ขายรถให้โจทก์ที่ ๒ จึงเป็นการผิดสัญญา โจทก์ที่ ๒ ซื้อรถไว้ย่อมไม่มีสิทธิใดๆ และไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่าการที่โจทก์ที่ ๑ ขายรถคันดังกล่าวให้โจทก์ที่ ๒นั้น ทางบริษัทสุโขทัยฮกอันตึงฯ ก็ทราบดี โดยนายประกิจ มหาแถลงพยานโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทดังกล่าวเบิกความว่าหลังจากโจทก์ที่ ๑ ซื้อรถไปราว ๔ - ๕ เดือน ได้ทราบว่าโจทก์ที่ ๑ ขายรถให้โจทก์ที่ ๒ แต่ทางบริษัทไม่รับรู้ด้วย โจทก์ที่ ๑ ชำระเงินค่างวดรถดังกล่าวบางครั้งโจทก์ที่ ๒ ก็นำเงินมาชำระแทนโจทก์ที่ ๑ แสดงว่าแม้โจทก์ที่ ๑ จะมิได้ปฏิบัติตามสัญญาข้อ ๕ ดังกล่าวข้างต้น แต่ทางบริษัทฯ ก็มิได้ถือเป็นเหตุเลิกสัญญากับโจทก์ที่ ๑ ตามสัญญาข้อ ๙ แต่อย่างใด คงรับเงินค่างวดรถจากโจทก์ที่ ๑ ตลอดมา เมื่อโจทก์ที่ ๑ ขายรถให้โจทก์ที่ ๒ แล้ว ก็ได้ส่งมอบการครอบครองให้โจทก์ที่ ๒ ใช้ประโยชน์ในรถคันดังกล่าว จึงต้องถือว่าโจทก์ที่ ๒ รับโอนรถคันหมายเลขทะเบียน อต.๐๔๗๔๕ มาโดยชอบ โจทก์ที่ ๒ จึงเป็นผู้เสียหาย มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายในคดีนี้ได้ ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า โจทก์ที่ ๒ ฟ้องคดีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากภริยา จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าทรัพย์พิพาทตามฟ้องเป็นสินสมรส และจะสันนิษฐานว่าเป็นสินสมรสดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๔๗๔ ก็ไม่ได้ เพราะไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนว่าโจทก์ที่ ๒ ได้จดทะเบียนสมรสหรือไม่ จึงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ที่ ๒ มีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายโจทก์ที่ ๒ มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ฎีกาจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1647/2529 นายสมพล เศรษฐธรกุล กับพวก โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ก.พิศิษฐ์การช่าง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสมพล เศรษฐธรกุล กับพวก · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัด ก.พิศิษฐ์การช่าง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จำนง นิยมวิภาต · สมบูรณ์ บุญภินนท์ · สวัสดิ์ รอดเจริญ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายชูศักดิ์ บัณฑิตกุล · ศาลอุทธรณ์ - นายถวิล ทองสว่างรัตน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2221/2553ฎีกา 558/2509ฎีกา 5692/2538ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 22/2511ฎีกา 8688/2551ฎีกา 4513/2533ฎีกา 8777/2548ฎีกา 9577/2552ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 246/2530ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1538/2518ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 7335/2538ฎีกา 967/2491ฎีกา 861/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา