คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1741/2529
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อโจทก์ได้รับชำระหนี้ตามเช็คแล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินตามเช็คและไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะฟ้องคดีอาญาฐานความผิดต่อการใช้เช็คได้
ย่อคำพิพากษา
เดิมโจทก์เป็นผู้เสียหายตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับที่นำมาฟ้อง ต่อมาก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาขายลดเช็คจากผู้ที่นำเช็คพิพาททั้งสองฉบับมาขายลดกับโจทก์แล้ว โจทก์ย่อมมีหน้าที่คืนเช็คพิพาททั้งสองฉบับที่ได้รับชำระหนี้แล้วตามสัญญาขายลดเช็คให้แก่ผู้ขายลดเช็คไป ดังนี้ แม้โจทก์ยังยึดถือเช็คพิพาททั้งสองฉบับนี้อยู่ แต่เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินตามเช็คแล้ว โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ทรงเช็คตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 904 และมาตรา 918 และย่อมไม่เป็นผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องคดีอาญาฐานความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และมาตรา 28
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงไทยจำกัด สาขาปทุมวัน จำนวน ๒ ฉบับ ชำระหนี้ให้แก่บุคคลภายนอก และบุคคลภายนอกนำเช็คทั้งสองฉบับดังกล่าวมาชำระหนี้ให้โจทก์ ครั้นเช็คถึงกำหนดโจทก์นำเข้าบัญชีของโจทก์เพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยทั้งสองสั่งจ่ายเช็คโดยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๓
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ให้ประทับฟ้อง
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามฟ้องลงโทษปรับจำเลยที่ ๑ และจากคุกจำเลยที่ ๒
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดภิรมย์โลหะ โดยจำเลยที่๒ หุ้นส่วนผู้จัดการ เป็นลูกค้าของโจทก์ โดยทำหนังสือคำขอเป็นลูกค้าประเภทขายลดเช็ค และสัญญาเพิ่มวงเงินขายลดเช็คไว้ และได้นำเช็คพิพาททั้งสองฉบับซึ่งจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ เป็นผู้สั่งจ่าย มาขายลดกับโจทก์รวมกับเช็คอื่นอีกหลายฉบับ ได้มีการชำระหนี้ตามสัญญาขายลดเช็คแล้ว แต่โจทก์อ้างว่ายังไม่ครบถ้วน จึงนำเช็คพิพาททั้งสองฉบับมาฟ้อง ซึ่งศาลฎีกาฟังว่าผู้ขายลดเช็คได้ชำระหนี้สำหรับเช็คพิพาททั้งสองฉบับแก่โจทก์ตามสัญญาขายลดเช็คแล้ว และเห็นว่า บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คต้องเป็นผู้ทรงเช็คในวันที่ธนาคารปฏิเสธไม่จ่ายเงินตามเช็คนั้น เดิมโจทก์จึงเป็นผู้เสียหายตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับต่อมาก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาขายลดเช็คจากผู้ขายลดเช็คแล้ว ซึ่งสัญญาขายลดเช็คเป็นสัญญาต่างตอบแทน ดังนั้น เมื่อผู้ซื้อลดเช็คได้รับชำระหนี้แล้วย่อมมีหน้าที่คืนเช็คที่ได้รับชำระหนี้แล้วตามสัญญาขายลดเช็คนั้นให้แก่ผู้ขายลดเช็คต่อไป เหตุนี้ แม้โจทก์ยังยึดถือเช็คพิพาททั้งสองฉบับนั้นอยู่แต่เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินตามเช็คแล้ว โจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงเช็คตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๐๔ และมาตรา ๙๑๘ และย่อมไม่เป็นผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องคดีอาญาฐานความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๔) และมาตรา ๒๘
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1741/2529
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สากลเคหะ จำกัด โจทก์
บริษัทนิต้า จำกัด กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สากลเคหะ จำกัด · จำเลย - บริษัทนิต้า จำกัด กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อัมพร ณ ตะกั่วทุ่ง · มาโนช เพียรสนอง · ปลื้ม โชติษฐยางกูร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลอาญา - นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ · ศาลอุทธรณ์ - นายอัมพร ทองประยูร |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา