⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2852/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2852/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายอาญา หมายถึง การที่บุคคลนั้นรู้ว่าทรัพย์สินนั้นเป็นยาเสพติดให้โทษและอยู่ในความยึดถือหรือปกครองดูแลของตน โดยไม่จำเป็นต้องมีเจตนายึดถือเพื่อตน.

ย่อคำพิพากษา

การครอบครองโดยมีเจตนายึดถือเพื่อตน เป็นเรื่องการได้สิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษเป็นเรื่องความรับผิดอาญา คำว่า มีไว้ในครอบครอง พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มิได้บัญญัติให้มีความหมายพิเศษ จึงต้องถือว่ามีความหมายทั่วไป ซึ่งหมายความว่ายาเสพติดให้โทษนั้นอยู่ในความยึดถือหรือปกครองดูแลของจำเลยโดยจำเลยรู้ว่าเป็นยาเสพติดให้โทษเท่านั้น ส่วนการมีเจตนายึดถือเพื่อตนหรือไม่เพียงใดนั้นไม่ใช่ข้อพิจารณาเด็ดขาดว่าจำเลยมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษ จำเลยรับจ้างปลิดใบกัญชาหนักเกินกว่า 10 กิโลกรัม ที่บ้านของจำเลย แม้กัญชาดังกล่าวจะไม่ใช่ของจำเลย ก็ถือได้แล้วว่าจำเลยมีกัญชาของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นผู้แบ่งบรรจุหรือรวมบรรจุกัญชาลงในถุงพลาสติกและกระสอบ จำเลยเป็นผู้ผลิตและร่วมกับผู้อื่นผลิตกัญชา แต่ไม่ได้พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานผลิตกัญชา คงลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีกัญชาไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงไม่เป็นการวินิจฉัยเกินคำขอ จำเลยให้การต่อสู้คดีในแนวเดียวกันมาตลอดตั้งแต่ถูกจับกุมจนกระทั่งถึงชั้นพิจารณาคดี คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยจึงนับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.215 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม.26 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม.76 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.4 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.26 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.75 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.76

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีกัญชาหนัก ๘๔ กิโลกรัม ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๗, ๒๖, ๗๖, ๑๐๒ และริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ริบของกลาง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๗, ๒๖, ๗๖ วรรค ๒ จำคุก ๖ ปี ของกลางริบ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานมีกัญชาไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ปัญหานี้จำเลยฎีกาโต้เถียงว่า จำเลยรับจ้างบุคคลอื่นปลิดใบกัญชา มิได้มีเจตนายึดถือเพื่อตน จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยมีกัญชาของกลางไว้ในครอบครองตามกฎหมาย เห็นว่า การครอบครองโดยมีเจตนายึดถือเพื่อตนตามที่จำเลยอ้างนั้นเป็นเรื่องการได้สิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษนั้นเป็นเรื่องความรับผิดอาญาคำว่ามีไว้ในครอบครอง พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ มิได้บัญญัติให้มีความหมายพิเศษเหมือนดังเช่นคำว่าผลิต จำหน่าย นำเข้าหรือส่งออก จึงต้องถือว่ามีความหมายทั่วไปซึ่งตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ คำว่า ครอบครองหมายถึง ยึดถือไว้ มีสิทธิถือเอาเป็นเจ้าของมีสิทธิปกครองดังนี้ การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษ จึงมีความหมายเพียงว่า ยาเสพติดให้โทษนั้นอยู่ในความยึดถือหรือปกครองดูแลของจำเลยโดยจำเลยรู้ว่าเป็นยาเสพติดให้โทษเท่านั้น ส่วนการมีเจตนายึดถือเพื่อตนหรือไม่เพียงใดนั้น ไม่ใช่ข้อพิจารณาเด็ดขาดว่าจำเลยมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษ สำหรับคดีนี้จำเลยรับจ้างปลิดใบกัญชาของกลางหนัก ๘๔ กิโลกรัม กัญชาของกลางอยู่ในความยึดถือของจำเลยโดยจำเลยรู้ว่าเป็นกัญชาแม้กัญชาของกลางจะไม่ใช่ของจำเลย ก็ถือได้แล้วว่าจำเลยมีกัญชาของกลางไว้ในครอบครองและเมื่อกัญชาของกลางมีปริมาณหนักเกินกว่า ๑๐ กิโลกรัม ก็ต้องถือว่าจำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๖, ๗๖ วรรคสอง สำหรับปัญหาต่อไปว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยเกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงโดยฟังว่าจำเลยเป็นผู้แบ่งบรรจุหรือรวมบรรจุลงในถุงพลาสติกในกระสอบจำเลยเป็นผู้ผลิตและร่วมกับผู้อื่นผลิตกัญชา แต่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดฐานผลิตกัญชาตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๖, ๗๕ คงวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยมีกัญชาหนัก ๘๔ กิโลกรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อจำหน่ายอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒มาตรา ๗๖ วรรคสอง และพิพากษาลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติดังกล่าวคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่เป็นการวินิจฉัยเกินคำขอ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยให้การต่อสู้คดีในแนวเดียวกันมาตลอดตั้งแต่ถูกจับกุมจนกระทั่งถึงชั้นพิจารณาคดี คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยจึงนับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสาม เหลือจำคุก ๔ ปีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2852/2530 พนักงานอัยการ จังหวัดนครพนม โจทก์ นางจำเนียร ทิพยศรี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัดนครพนม · จำเลย - นางจำเนียร ทิพยศรี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · เฉลิม การปลื้มจิตต์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครพนม - นายสมพงษ์ เหมวิมล · ศาลอุทธรณ์ - นายสุทิน นนทแก้ว
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1332-1335/2511ฎีกา 1656/2544ฎีกา 7083/2538ฎีกา 9114/2552ฎีกา 180/2554ฎีกา 681/2491ฎีกา 892/2497ฎีกา 712/2559ฎีกา 599/2532ฎีกา 6293/2541ฎีกา 1992/2530ฎีกา 5598/2540ฎีกา 20/2491ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6416/2541ฎีกา 1411/2499ฎีกา 4225/2559ฎีกา 620/2490ฎีกา 119/2517ฎีกา 1368/2509ฎีกา 3814/2549ฎีกา 901/2480ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2292/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา