⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2968/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2968/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หนังสือรับสภาพหนี้เป็นเพียงหลักฐานแห่งการสงวนสิทธิเรียกร้องอันมีอยู่ในมูลหนี้เดิม ไม่ใช่การแปลงหนี้ใหม่ และไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ.

ย่อคำพิพากษา

หนังสือรับสภาพหนี้เป็นเพียงหลักฐานแห่งการสงวนสิทธิเรียกร้องอันมีอยู่ในมูลหนี้เดิมเท่านั้น ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ จึงไม่ใช่การแปลงหนี้ใหม่ และหนังสือรับสภาพหนี้เป็นเพียงข้อตกลงในการชำระหนี้ทั้งหมดว่าจะชำระเมื่อใด หากผิดนัดจะคิดดอกเบี้ยในอัตราเท่าใด จำเลยไม่มีสิทธิอันใด ที่ยอมผ่อนผันให้โจทก์ จึงไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาตัวแทนโดยมิได้อาศัยหนังสือรับสภาพหนี้เป็นหลัก การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้จำเลยรับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีตามหนังสือรับสภาพหนี้จึงยังไม่ถูกต้องโดยที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1และร่วมรับผิดในหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจจะพิพากษาถึงความรับผิดในอัตราดอกเบี้ยให้มีผลบังคับแก่จำเลยที่ 2ถึงที่ 5 ที่มิได้อุทธรณ์ฎีกาด้วย.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.245 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.850

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนโจทก์มีหน้าที่ขายประกันจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 รับเบี้ยประกันภัยจากลูกค้าแล้วไม่ส่งมอบให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับเบี้ยประกันจากลูกค้าตามฟ้องโจทก์ทำบัญชีไม่ถูกต้อง และคำฟ้องเคลือบคลุม จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้การว่า ฟ้องเคลือบคลุม จำเลยทุกคนไม่เคยได้รับคำบอกกล่าวให้ชำระหนี้ โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกัน หรือแทนกันชำระเงินพร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกาอย่างคนอนาถา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบคงฟังได้ในเบื้องต้นว่าโจทก์เป็นบริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจประกันภัย จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการสำนักงานตัวแทนโจทก์ประจำจังหวัดนครสวรรค์ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนขายประกันวินาศภัยและรับเบี้ยประกันภัยจากลูกค้าส่งให้โจทก์ ตลอดจนตกลงค่าสินไหมทดแทนแก่ลูกค้า โจทก์ให้ผลประโยชน์แก่ จำเลยที่ 1 เป็นค่านายหน้าค่าใช้จ่ายตามจำนวนเบี้ยประกันภัย จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2531ให้โจทก์ สัญญาจะชำระเงินจำนวน 503,439 บาท 31 สตางค์ แก่โจทก์ภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2521 หากผิดนัดยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินให้โจทก์ ส่วนข้อที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า หนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.33 เป็นการแปลงหนี้ใหม่ หนี้เดิมระงับสิ้นไป ทั้งเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ชอบที่จะบังคับเอาจากเช็คที่จำเลยที่ 1 ออกให้ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น และโจทก์คิดดอกเบี้ยเกินอัตรา ศาลฎีกาเห็นว่าหนังสือรับสภาพหนี้เป็นเพียงหลักฐานแห่งการสงวนสิทธิเรียกร้องอันมีอยู่ในมูลหนี้เดิมเท่านั้นไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ จึงไม่ใช่การแปลงหนี้ใหม่และหนังสือรับสภาพหนี้เเป็นเพียงข้อตกลงในการชำระหนี้ทั้งหมดว่าจะชำระเมื่อใด หากผิดนัดจะคิดดอกเบี้ยในอัตราเท่าใด จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิอันใดที่ยอมผ่อนผันให้โจทก์จึงไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนรับเงินเบี้ยประกันภัยจากผู้เอาประกันภัยแล้วไม่นำส่งโจทก์ ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ 1 ได้รับกรมธรรม์ไปจากโจทก์ และรับเงินจากผู้เอาประกันภัยตามจำนวนที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 รับเงินจากผู้เอาประกันภัยตามจำนวนที่โจทก์ฟ้องและทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้โจทก์ไว้ จึงเป็นการวินิจฉัยตรงตามฟ้อง และประเด็นข้อพิพาทแล้วแต่การที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาตัวแทนโดยมิได้อาศัยหนังสือรับสภาพหนี้เป็นหลัก การที่ให้จำเลยรับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามหนังสือรับสภาพหนี้เป็นหลัก การที่ให้จำเลยรับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามหนังสือรับสภาพหนี้จึงยังไม่ถูกต้อง และโดยที่เป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้จึงสมควรพิพากษาแก้เรื่องความรับผิดในอัตราดอกเบี้ย ให้มีผลไปถึงจำเลยอื่นที่มิได้อุทธรณ์ฏีกาอีกด้วย" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2968/2530 บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด โจทก์ นายสังข์ สุวรรณแสง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด · จำเลย - นายสังข์ สุวรรณแสง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อำนวย เปล่งวิทยา · สุชาติ จิวะชาติ · เสรี แสงศิลป์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4790/2533ฎีกา 425/2520ฎีกา 2335/2551ฎีกา 1000/2505ฎีกา 6232/2534ฎีกา 2460/2517ฎีกา 643/2497ฎีกา 4473/2541ฎีกา 7051/2540ฎีกา 873/2508ฎีกา 898/2534ฎีกา 8207/2538ฎีกา 916/2509ฎีกา 189/2540ฎีกา 953/2505ฎีกา 500/2557ฎีกา 1225-1235/2530ฎีกา 174/2538ฎีกา 5712/2545ฎีกา 9326-9327/2544ฎีกา 380/2530ฎีกา 2157/2543ฎีกา 718/2550ฎีกา 367/2495
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ