⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2993/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2993/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การข่มขืนกระทำชำเราผู้สืบสันดานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 285 หมายถึงการกระทำแก่ผู้สืบสายโลหิตโดยตรงลงมา ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลยหรือไม่ก็ตาม.

ย่อคำพิพากษา

แม้โจทก์จะต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ก็ตาม แต่ฎีกาของโจทก์ที่ว่าศาลอุทธรณ์นับอายุของผู้เสียหายคลาดเคลื่อน เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดจากพยานหลักฐานในสำนวน ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณานั้น เป็นข้อกฎหมายจึงไม่ต้องห้ามฎีกา การข่มขืนกระทำชำเราผู้สืบสันดานอันจะต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 285 นั้น หมายถึงการกระทำแก่ผู้สืบสันดานในทางสืบสายโลหิตโดยแท้จริง เพราะบทกฎหมายมาตรานี้ไม่ได้มุ่งลงโทษหนักขึ้นเฉพาะการกระทำแก่บุตรชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น จึงใช้คำว่า 'กระทำแก่ผู้สืบสันดาน' ดังนั้น การที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้สืบสายโลหิตโดยตรงลงมา แม้ผู้นั้นจะมิใช่เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลยก็ตาม ก็ถือได้ว่าจำเลยได้กระทำต่อผู้สืบสันดานตามความหมายของ มาตรา 285 นี้แล้ว.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.220 ประมวลกฎหมายอาญา ม.276 ประมวลกฎหมายอาญา ม.277 ประมวลกฎหมายอาญา ม.285

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงจันทิมาซึ่งเป็นผู้สืบสันดานของจำเลย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖, ๒๗๗, ๒๘๕ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๒๕ มาตรา ๓ ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ข้อ ๑๐ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงจันทิมาผู้เสียหายจริงตามฟ้อง แต่เด็กหญิงจันทิมาไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยจึงลงโทษตามมาตรา ๒๘๕ ไม่ได้ และขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอายุเกิน ๑๓ ปีแล้วจึงนำบทบัญญัติมาตรา ๒๗๗ มาลงโทษไม่ได้ พิพากษากลับ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ ลงโทษจำคุกจำเลย ๔ ปี โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาประการแรกว่าข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้เสียหายเกิดวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๑๔ เมื่อนับถึงวันเกิดเหตุคือก่อนวันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๒๗ ผู้เสียหายจึงมีอายุยังไม่เกิน ๑๓ปี ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ผู้เสียหายมีอายุกว่า ๑๓ ปี จึงเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดจากพยานหลักฐานในสำนวนโดยนับอายุของผู้เสียหายคลาดเคลื่อนนั้น ข้อนี้เห็นว่า แม้ฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗จะต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๒๐ เพราะศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาต้องกันให้ยกฟ้องในความผิดตามกฎหมายมาตราดังกล่าวก็ตาม แต่ฎีกาของโจทก์ที่ว่าศาลอุทธรณ์นับอายุของผู้เสียหายคลาดเคลื่อนเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดจากพยานหลักฐานในสำนวน จึงไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณานั้น เป็นข้อกฎหมาย ไม่ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว และศาลฎีกาเห็นว่าในปัญหานี้ข้อเท็จจริงคงรับฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาว่าผู้เสียหายเกิดเมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๑๔ เมื่อนับถึงวันกระทำความผิดก่อนวันที่๑๓ เมษายน ๒๕๒๗ ผู้เสียหายจึงอายุยังไม่เกิน ๑๓ ปี ดังนั้น จำเลยจึงต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคแรก โจทก์ฎีกาประการต่อมาว่า การที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายถือว่าเป็นการกระทำแก่ผู้สืบสันดาน อันจะทำให้จำเลยต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๕ ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาว่าผู้เสียหายเป็นบุตรของจำเลยซึ่งเกิดแต่นางมาลินนาจำเลยอยู่กินเป็นสามีภริยากับนางมาลินนาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน ๔ คน เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๕ มุ่งประสงค์ที่จะลงโทษผู้กระทำความผิดให้หนักขึ้น เพราะเหตุที่ได้กระทำแก่ผู้สืบสายโลหิตของตนลงมา ดังนั้นกฎหมายจึงใช้คำว่า'กระทำแก่ผู้สืบสันดาน' ซึ่งแสดงว่าบทกฎหมายมาตรานี้ไม่ได้มุ่งลงโทษหนักขึ้นเฉพาะการกระทำแก่บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น แต่หมายถึงการกระทำแก่ผู้สืบสันดานในทางสืบสายโลหิตโดยแท้จริง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บุพการีกับผู้สืบสันดานเป็นความสัมพันธ์ทางสายโลหิต จึงต้องถือตามความเป็นจริง กรณีนี้มิใช่มุ่งหมายถึงความสัมพันธ์ในทางครอบครัวตามหลักกฎหมายแพ่ง หาชอบที่จะนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้ในการตีความคำว่าผู้สืบสันดานในทางอาญาไม่ การที่จำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้สืบสายโลหิตโดยตรงลงมา แม้ผู้เสียหายจะมิใช่เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยก็ตาม ก็ถือได้ว่าจำเลยได้กระทำต่อผู้สืบสันดานตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๕ แล้วจำเลยจะต้องได้รับโทษหนักขึ้นตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๒๘๕ ให้ลงโทษจำคุก ๑๒ ปี. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2993/2530 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายคำฝ่าย นวลรักษา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นายคำฝ่าย นวลรักษา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · เฉลิม การปลื้มจิตต์ · ไมตรี กลั่นนุรักษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6215/2556ฎีกา 498/2538ฎีกา 974-975/2554ฎีกา 6336/2557ฎีกา 233/2552ฎีกา 1635/2493ฎีกา 4180/2548ฎีกา 19406/2555ฎีกา 2084/2531ฎีกา 1774/2536ฎีกา 2186/2550ฎีกา 8595/2553ฎีกา 5557/2555ฎีกา 1880/2546ฎีกา 2891/2540ฎีกา 2740/2523ฎีกา 892/2507ฎีกา 4883/2541ฎีกา 321/2482ฎีกา 9984/2553ฎีกา 117/2534ฎีกา 2269/2544ฎีกา 2651/2517ฎีกา 250/2510
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา