คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3288/2530
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ลูกหนี้มอบเงินที่กู้ยืมให้แก่บุคคลภายนอกตามคำสั่งของเจ้าหนี้ มิใช่การแปลงหนี้ใหม่ แต่เป็นการชำระหนี้แทน หากหนี้กู้ยืมมีหลักฐานเป็นหนังสือแต่ไม่มีหลักฐานตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ลูกหนี้จะนำสืบการใช้เงินไม่ได้.
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระเงินที่กู้ยืมไปพร้อมดอกเบี้ยการที่จำเลยให้การและนำสืบอ้างว่า จำเลยได้ชำระเงินที่กู้ยืมให้โจทก์แล้วโดยมอบให้แก่ ล. ซึ่งขอกู้เงินจำนวนนี้จากโจทก์ตามคำสั่งของโจทก์ ดังนี้ มิใช่กรณีแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 350 กรณีจึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรค 2 เมื่อจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์มีหลักฐานเป็นหนังสือ แต่ไม่มีหลักฐานตามที่มาตรา 653 วรรค 2 กำหนดไว้ จำเลยจะนำสืบการใช้เงินหาได้ไม่.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้เงินโจทก์ ๗๐,๐๐๐ บาท อัตราดอกเบี้ยตามกฎหมาย จำเลยไม่ชำระเงินกู้คืนภายในกำหนด ขอให้บังคับจำเลยชำระต้นเงินค่าเสียหายและดอกเบี้ย
จำเลยให้การว่า จำเลยกู้เงินตามฟ้องและชำระดอกเบี้ยให้โจทก์เป็นเวลา ๗-๘ เดือน แล้วได้ชำระต้นเงินกู้คืนโจทก์ โดยโจทก์ให้จำเลยส่งมอบแก่นางเล็ก จรูญวงศ์ ซึ่งมากู้เงินจำนวนนี้จากโจทก์ไป ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๙๖,๒๕๐ บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของเงินต้น ๗๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์คำขออื่นให้ยก
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพิเคราะห์แล้วในประเด็นตามฎีกาของโจทก์นั้นแม้จะฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยให้การต่อสุ้และนำสืบมาก็เป็นเรื่องที่จำเลยมีเจตนาใช้เงินยืมแก่โจทก์โดยในตอนแรกจะนำเงินเข้าฝากธนาคารในสมุดฝากเงินของโจทก์แต่ในที่สุดที่จำเลยอ้างว่าได้มอบเงิน ๗๐,๐๐๐ บาทให้นางเล็กไปนั้นก็ถือได้ว่าเป็นการชำระเงินยืมให้โจทก์โดยโจทก์สั่งให้มอบแก่นางเล็กแทนนั่นเองหาใช่เป็นกรณีแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๓๕๐ ไม่ ดังนั้นกรณีจึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๖๕๓ วรรค ๒ ที่บัญญัติว่าในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้นจะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดงหรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้วหรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้วคดีนี้ข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์จำเลยรับกันได้ความว่าจำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์มีหลักฐานเป็นหนังสือปรากฏตามเอกสารหมาย จ.๑ แต่จำเลยไม่มีหลักฐานตามที่กฎหมายกำหนดไว้ดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้นจำเลยจะนำสืบการใช้เงินหาได้ไม่จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ชำระหนี้เงินกู้ให้โจทก์แล้วที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา
พิพากษากลับให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3288/2530
นางยุวพงษ์ ล่องอำไพ โจทก์
นางมลิวัลย์ ปัญจมณ๊ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางยุวพงษ์ ล่องอำไพ · จำเลย - นางมลิวัลย์ ปัญจมณ๊ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ประวิทย์ ขัมภรัตน์ · อภินย์ ปุษปาคม · ชวลิต นราลัย |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดหลังสวน - นายกิจชัย จิตธารารักษ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสง่า ผลฉาย |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา