⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3793/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3793/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 ต้องเป็นการกระทำโดยมีเจตนาทุจริตมาแต่แรก มิใช่การกระทำโดยชอบด้วยอำนาจหน้าที่แล้วจึงกระทำการทุจริตในภายหลัง.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งปลัดอำเภอ มีหน้าที่เกี่ยวกับการเงินตามโครงการ กสช. ได้สั่งให้คณะกรรมการสภาตำบลแก้ไขหลักฐานการเบิกจ่ายเงินให้เกินความเป็นจริง แล้วจำเลยเอาเงินนั้นไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริต ดังนี้ แสดงว่าจำเลยมีเจตนามาแต่แรกที่จะกระทำการทุจริตโดยใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตน มิใช่ว่าจำเลยกระทำโดยชอบด้วยอำนาจในตำแหน่งแล้วกระทำการทุจริตในภายหลัง จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 เท่านั้น หาเป็นความผิดตามมาตรา 149 อีกด้วยไม่ แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายมาด้วยก็ตาม แต่เมื่อศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 148 เท่านั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.43 ประมวลกฎหมายอาญา ม.147 ประมวลกฎหมายอาญา ม.148 ประมวลกฎหมายอาญา ม.149

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นปลัดอำเภอ อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย นายอำเภอดอกคำใต้มีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับโครงการสร้างงานในชนบท (กสช.) มีหน้าที่ตรวจสอบหลักฐานการเบิกเงินตามโครงการซึ่งคณะกรรมการสภาตำบลทุกตำบลในอำเภอดอกคำใต้ได้ส่งมา ขอเบิกเงินแล้วดำเนินการเพื่อขออนุมัติสั่งจ่ายเงินทั้งมีหน้าที่จ่ายเงินให้แก่คณะกรรมการสภาตำบลต่าง ๆ ด้วย จำเลยได้ปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต คือเมื่อคณะกรรมการสภาตำบลได้ทำหลักฐานขอเบิกเงินค่าแรงราษฎรที่มาทำงานตามความเป็นจริงเสนอให้จำเลยตรวจสอบและดำเนินการเบิกจ่ายแต่ จำเลยได้จงใจถ่วงเรื่องไว้ แล้วได้ข่มขืนใจนายมีประธานกรรมการสภาตำบลและกรรมการด้วยการให้บุคคลดังกล่าวกรอกข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารหลักฐานการจ่ายเงินค่าแรงงานของราษฎรให้สูงกว่าความเป็นจริง แล้วให้นายมีกับพวกใช้เอกสารดังกล่าวเป็นหลักฐานการขอเบิกเงินทำให้มีเงินเหลือจ่ายเพื่อจำเลยจะได้เอาไว้เป็นประโยชน์ของจำเลย หากนายมีกับพวกไม่กระทำตามก็ไม่สามารถเบิกเงินจากทางราชการไปจ่ายให้แก่ราษฎรที่มาทำงานได้จึงเป็นเหตุให้นายมีกับพวกต้องจำยอมทำตามผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยาหลงเชื่อได้อนุมัติจ่ายเงินตามหลักฐานดังกล่าว แล้วจำเลยได้เรียกและรับเงินจำนวน ๑๑๐,๐๐๐ บาท ที่จำเลยได้บังคับข่มขืนใจให้นายมีกับพวกปลอมและทำหลักฐานการจ่ายเงินค่าแรงอันเป็นเท็จแล้วนำไปเบิกเงินเกินมาแล้วเบียดบังไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยโดยมิชอบและโดยทุจริตเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและประชาชน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๔๗, ๑๔๘, ๑๔๙, ๑๕๑, ๑๕๗, ๑๖๑, ๑๖๒, ๒๖๔, ๒๖๕, ๒๖๖, ๒๖๘, ๘๓, ๘๔ ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน ๑๑๐,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา๑๔๘, ๑๔๙ เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษบทหนักที่สุดตามมาตรา ๙๐ จำคุก ๑๐ ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แก่ทางราชการ ความผิดอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สภาตำบลบ้านถ้า อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา ซึ่งนายมีเป็นประธานกรรมการได้รับจัดสรรเงินจากรัฐบาลเพื่อดำเนินการพัฒนาท้องถิ่นตามโครงการ กสช. ในระหว่างดำเนินงานตามโครงการนั้นคณะกรรมการสภาตำบลบ้านถ้ำทำหลักฐานการจ่ายเงินค่าแรงที่ราษฎรมาทำงานเต็มตามโครงการทั้งหมดซึ่งเป็นความเท็จโดยเบิกเงินเกินกว่าความเป็นจริง ๒๐๐,๐๐๐ บาทแล้วนายมีนำเงิน ๙๐,๐๐๐บาทส่งคืนให้แก่รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ยังขาดอยู่ ๑๑๐,๐๐๐ บาทขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นเจ้าพนักงานมีตำแหน่งเป็นปลัดอำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา มีหน้าที่รับผิดชอบงานพัฒนาและส่งเสริมอาชีพได้รับคำสั่งจากนายอำเภอให้แนะนำช่วยเหลือคณะกรรมการสภาตำบลในการจัดทำโครงการ กสช. ตลอดจนแนะนำช่วยเหลือกำกับดูแลผลการดำเนินการเบิกจ่ายเงินตามโครงการกับเป็นกรรมการรักษาเงินสำรองจ่ายตามโครงการ กสช. ด้วยจำเลยเป็นผู้สั่งคณะกรรมการสภาตำบลบ้านถ้ำแก้ไขหลักฐานการเบิกจ่ายเงินค่าแรงให้เกินกว่าความเป็นจริง แล้วจำเลยเอาเงินจำนวน ๑๑๐,๐๐๐ บาท ที่ได้จากการกระทำดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริตเช่นนี้ การกระทำของจำเลยแสดงว่าจำเลยมีเจตนามาแต่แรกที่จะกระทำการทุจริตโดยใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนมิใช่ว่าจำเลยกระทำโดยชอบด้วยอำนาจในตำแหน่งแล้วกระทำการทุจริตในภายหลังการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๘ เท่านั้นหาเป็นความผิดตามมาตรา ๑๔๙ อีกด้วยไม่ และที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน ๑๑๐,๐๐๐ บาทแก่ผู้เสียหายด้วยนั้นเมื่อปรากฏว่าการกระทำของจำเลยคงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๔๘ เพียงบทเดียว โจทก์จึงไม่มีอำนาจขอให้จำเลยใช้หรือคืนราคาทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๔๓ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา๑๔๘ เพียงบทเดียว กับให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน ๑๑๐,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหายนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3793/2530 พนักงานอัยการ จังหวัดพะเยา โจทก์ นายสมสิทธิ์ ภัทรจารี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัดพะเยา · จำเลย - นายสมสิทธิ์ ภัทรจารี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล · สมศักดิ์ เกิดลาภผล · สาระ เสาวมล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพะเยา - นายบุญไชย ธนาพันธ์สิน · ศาลอุทธรณ์ - นายสัญชัย สิงหลกะ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1272/2506ฎีกา 2324/2567ฎีกา 3431-3433/2526ฎีกา 173/2510ฎีกา 2009/2526ฎีกา 3746/2542ฎีกา 2389/2547ฎีกา 15831/2555ฎีกา 3293/2522ฎีกา 2737/2517ฎีกา 255/2529ฎีกา 968/2550ฎีกา 2395/2527ฎีกา 8192/2560ฎีกา 4789/2565ฎีกา 888/2490ฎีกา 3228/2527ฎีกา 2069/2552ฎีกา 5182/2559ฎีกา 5973/2537ฎีกา 1092/2505ฎีกา 1039/2516ฎีกา 1503/2536ฎีกา 3303/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา