⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5892/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5892/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การรวมการพิจารณาพิพากษาคดีหลายสำนวนเข้าด้วยกันจะกระทำได้เมื่อเป็นการสะดวกและไม่ทำให้คู่ความฝ่ายใดเสียเปรียบ

ย่อคำพิพากษา

คดีสามสำนวนค้างพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้นเดียวกันโจทก์และจำเลยทั้งสามสำนวนเป็นคู่ความรายเดียวกันพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสามสำนวนส่วนใหญ่เป็นพยานชุดเดียวกัน จะเป็นการสะดวกหากพิจารณารวมกัน จำเลยยื่นคำร้องขอให้รวมพิจารณาพิพากษาคดีทั้งสามสำนวนเข้าด้วยกันหลังจากคดีสำนวนแรกสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วและสืบพยานจำเลยไปบ้างแล้ว ส่วนคดีอีกสองสำนวนเพียงแต่สืบพยานโจทก์เสร็จซึ่งเป็นเวลา ก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาทั้งสามสำนวน โจทก์มีโอกาสสืบ พยานโจทก์ทั้งสามสำนวนและซักค้านพยานจำเลยได้เต็มที่ในสำนวนแรก แม้จำเลยจะงดสืบพยานจำเลยอีกสองสำนวนก็มิได้ทำให้โจทก์เสียเปรียบในเชิงคดี การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้พิจารณาพิพากษาคดีทั้งสามสำนวนเข้าด้วยกันจึงเป็นการชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 28

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.28

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นสามสำนวนว่า จำเลยออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งประทับฟ้องทั้งสามสำนวนจำเลยให้การปฏิเสธทั้งสามสำนวน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องทั้งสามสำนวน โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งสามสำนวนฎีกาโดยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาเห็นว่า ข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรวมพิจารณาพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 10173/2527 คดีหมายเลขดำที่ 11899/2527 และคดีหมายเลขดำที่ 13881/2527 เข้าด้วยกันเป็นการไม่ชอบ เพราะเห็นได้ชัดว่าจำเลยเอาเปรียบในการดำเนินกระบวนพิจารณานั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีทั้งสามสำนวนค้างพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้นเดียวกัน โจทก์และจำเลยทั้งสามสำนวนเป็นคู่ความเดียวกันพยานโจทก์ และพยานจำเลยทั้งสามสำนวนใหญ่ก็เป็นพยานชุดเดียวกันจะเป็นการสะดวกหากพิจารณารวมกันทั้งจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้รวมพิจารณาพิพากษาคดีทั้งสามสำนวนเข้าด้วยกันภายหลังจากคดีสำนวนแรกได้ทำการสืบพยานโจทก์เสร็จ และสืบพยานจำเลยไปบ้างแล้ว ส่วนคดีอีกสองสำนวนเพียงแต่สืบพยานโจทก์เสร็จซึ่งเป็นเวลาก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาทั้งสามสำนวน และโจทก์เองก็มีโอกาสสืบพยานโจทก์ทั้งสามสำนวน และซักค้านพยานจำเลยได้เต็มที่ในสำนวนแรกแล้ว แม้จำเลยจะงดสืบพยานจำเลยอีกสองสำนวนก็มิได้ทำให้โจทก์เสียเปรียบในเชิงคดีแต่ประการใดดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้พิจารณาพิพากษาคดีทั้งสามสำนวนเข้าด้วยกัน จึงเป็นการชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 28 แล้วฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5892/2530 นาย ประสาท เจีย มบุรเศรษฐ โจทก์ นาง อัมพร โชชัยชาญ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย ประสาท เจีย มบุรเศรษฐ · จำเลย - นาง อัมพร โชชัยชาญ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมศักดิ์ จูสวัสดิ์ · สุชาติ จิวะชาติ · เสงี่ยม ทวีชัยการ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 99/2541ฎีกา 2918/2522ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1305/2547ฎีกา 230/2510ฎีกา 4046/2536ฎีกา 913/2538ฎีกา 1416-1418/2508ฎีกา 7988/2551ฎีกา 2186/2550ฎีกา 164/2553ฎีกา 185/2566ฎีกา 6911/2544ฎีกา 7937/2538ฎีกา 3604/2533ฎีกา 6321/2544ฎีกา 235/2540ฎีกา 3329/2550ฎีกา 1165/2537ฎีกา 1166/2491ฎีกา 4636/2543ฎีกา 4970/2538ฎีกา 15230/2555ฎีกา 2491-2493/2519
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา