คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3850/2531
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
กรมแรงงานมีสิทธิขอเข้าเฉลี่ยหนี้ได้ แม้จะมิได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและไม่ใช่หนี้ค่าภาษีอากรก็ตาม เนื่องจากประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ให้อำนาจอธิบดีกรมแรงงานออกคำสั่งยึดอายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ไม่จ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนได้เองโดยไม่ต้องฟ้องร้องต่อศาล ซึ่งถือเป็นสิทธิอื่น ๆ ที่บุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้
ย่อคำพิพากษา
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 กำหนดให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน โดยให้อำนาจอธิบดีกรมแรงงานออกคำสั่งเป็นหนังสือให้ยึดอายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ไม่จ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนและหรือเงินเพิ่มได้เองโดยไม่ต้องฟ้องร้องต่อศาล ถือได้ว่าเป็นสิทธิอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 กรมแรงงานจึงมีสิทธิขอเข้าเฉลี่ยหนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 ได้ แม้จะมิได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและไม่ใช่หนี้ค่าภาษีอากรก็ตาม
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ ระหว่างประกาศขายทอดตลาดผู้ร้องขอเฉลี่ยหนี้
ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้อง
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐๓ ลงวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๑๕ เป็นกฎหมายพิเศษ เพื่อให้ความคุ้มครองแรงงานแก่ลูกจ้างและกำหนดให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบลงทุนเงินทดแทนตามอัตราที่ทางการกำหนด และตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับนี้ ข้อ ๑๐ ให้อำนาจอธิบดีกรมแรงงานมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือให้ยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ไม่จ่ายเงินสมทบและหรือเงินเพิ่มได้เองโดยไม่จำต้องนำคดีขึ้นฟ้องร้องศาล ถือได้ว่าเป็นสิทธิอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมายซึ่งบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไม่กระทบกระทั่งถึงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๗ กรมแรงงานจึงมีสิทธิขอเข้าเฉลี่ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๐ ได้ แม้จะมิได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและไม่ใช่หนี้ค่าภาษีอากรก็ตาม ส่วนที่ศาลอุทธรณ์พิจารณายกคำร้องโดยอ้างเหตุว่าในคำร้องขอเฉลี่ยหนี้ของผู้ร้องไม่ปรากฏว่าผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระหนี้ได้จากทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยที่ ๑ นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าในคำร้องข้อที่ ๔ ก็ได้ระบุว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ ทั้งหมดเพื่อขายทอดตลาด ซึ่งข้อความดังกล่าวน่าจะมีความหมายว่าผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระหนี้ได้จากทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยที่ ๑ สมควรรับคำร้องของผู้ร้องไว้ทำการไต่สวนต่อไป
พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องและไต่สวนให้ได้ความตามนัยที่ศาลฎีกาวินิจฉัยมาแล้วข้างต้น และมีคำสั่งใหม่
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3850/2531
บริษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โจทก์
กรมแรงงาน ผู้ร้อง
บริษัทเพชรไพศาลอุตสาหกรรม จำกัด กับพวก ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - บริษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย · ผู้ร้อง - กรมแรงงาน · ล. - บริษัทเพชรไพศาลอุตสาหกรรม จำกัด กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | มงคล เปาอินทร์ · สหัส สิงหวิริยะ · นิเวศน์ คำผอง |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายจิระ บุญพจนสุนทร |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา