⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 788/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 788/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้เช่าที่ดินโดยตรงเท่านั้นที่มีสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่า ผู้ที่เข้าไปประกอบกิจการในที่เช่าโดยมิใช่คู่สัญญาเช่า ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่า และสิ่งปลูกสร้างที่ปลูกสร้างในที่ดินของผู้อื่นโดยไม่มีสิทธิ ย่อมตกเป็นของเจ้าของที่ดินนั้น

ย่อคำพิพากษา

ว. เป็นผู้เช่าที่ดินจากจำเลยในฐานะส่วนตัว มิใช่เป็นตัวแทนเชิดของโจทก์ แม้โจทก์จะเข้าไปประกอบกิจการโรงแรมในที่เช่า และก่อนสัญญาเช่าครบกำหนดเวลา ว. ได้แสดงเจตนาขอต่ออายุสัญญาเช่าก็ไม่ก่อนิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับโจทก์ โจทก์ไม่อาจอ้าง สิทธิประโยชน์ใด ๆ จากสัญญาเช่าได้ การที่โจทก์ปลูกสร้างโรงแรม สระว่ายน้ำ ภัตตาคารในที่เช่า จึงเป็นการปลูกสร้างโดยไม่มีสิทธิ ในที่ดินของจำเลย สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นส่วนควบกับที่ดิน และตกเป็นของจำเลย โจทก์ไม่อาจฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.107 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.109 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.537

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลดำเนินกิจการโรงแรม ภัตตาคารโจทก์ได้เชิดนายวิสิทธิ์เป็นตัวแทนเช่าที่ดินของจำเลยที่ 1 และโจทก์ได้ก่อสร้างอาคาร โรงแรม ภัตตาคาร สระว่ายน้ำ พร้อมอุปกรณ์ต่าง ๆ ก่อนครบกำหนด เวลาเช่านายวิสิทธิ์ได้มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ขอทำสัญญาเช่าต่อตามข้อตกลงในสัญญาเช่าเดิมข้อ 6 แต่จำเลยที่ 1 กลับนำที่ดินไปให้จำเลยที่ 2 เช่า และจำเลยที่ 2 ได้เข้าครอบครองโรงแรมของโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้โอนสิทธิการเช่าให้จำเลยที่ 3 และเปลี่ยนชื่อโรงแรมใหม่ เป็นการละเมิดต่อโจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามใช้ค่าเสียหาย จนกว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3จะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกของโจทก์ และให้ขับไล่จำเลยที่ 1,ที่ 3 และบริวารเพื่อโจทก์จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน2,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย โดยให้จำเลยที่ 2 รับผิดในต้นเงิน740,000 บาท และจำเลยที่ 3 รับผิดในต้นเงิน 1,290,000 บาทโจทก์และจำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงเป็นอันฟังยุติตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยว่า นายวิสิทธิ์ มีนสุข เป็นผู้ทำสัญญาเช่าที่ดินจากจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 และขณะทำสัญญาทั้งสองฉบับนี้เป็นเวลาก่อนที่โจทก์จะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ดังนั้น คดีจึงมีปัญหาในเบื้องต้นว่า การที่โจทก์อาศัยสิทธิตามสัญญาฉบับดังกล่าวมาเป็นมูลฟ้องร้องให้จำเลยทั้งสามต้องรับผิดในค่าเสียหายที่โจทก์อ้างว่าตนได้รับจากการกระทำของจำเลยนั้น โจทก์จะมีอำนาจฟ้องได้หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติดังกล่าวเป็นอันแสดงชัดอยู่แล้วว่า ผู้เป็นคู่สัญญากับจำเลยที่ 1 คือนายวิสิทธิ์ หาใช่โจทก์ไม่ และการที่โจทก์จะอ้างว่าได้เชิดนายวิสิทธิ์ให้เป็นตัวแทนไปทำนิติกรรมกับจำเลยที่ 1 เพื่อแสดงว่าโจทก์คือตัวการผู้เป็นคู่สัญญาโดยตรง อันมีสิทธิที่จะได้รับประโยชน์จากเงื่อนไขในสัญญา ก็ไม่อาจจะกล่าวได้เช่นนั้น เพราะในขณะที่ทำสัญญา โจทก์ซึ่งอ้างว่าเป็นตัวการยังไม่มีตัวตน ทั้งนี้โจทก์เพิ่งจะจดทะเบียนมีฐานะเป็นนิติบุคคลภายหลังจากที่นายวิสิทธิ์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 กันแล้วเป็นเวลาถึง 2 ปีเศษ และ 4 เดือนเศษ ตามลำดับ เมื่อเป็นเช่นนี้โจทก์จึงอ้างไม่ได้ว่าความจริงตนเป็นตัวการผู้เชิดให้นายวิสิทธิ์ไปก่อนิติสัมพันธ์ดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 เพื่อหวังเอาประโยชน์จากสัญญานั้น ๆและเมื่อฟังว่าโจทก์มิใช่เป็นคู่สัญญากับจำเลยที่ 1 ดังกล่าวแล้ว การที่ต่อมาก่อนครบกำหนดสัญญาเช่า นายวิสิทธิ์ผู้เช่าได้แสดงเจตนาขอต่ออายุสัญญาเช่าที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.42ก็ไม่ก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ใด ๆ ขึ้นระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์โจทก์จึงไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ในฐานะผู้เช่ามาฟ้องบังคับให้จำเลยต้องรับผิด ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสามจะต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายในส่วนอาคารโรงแรม ภัตตาคาร สระว่ายน้ำ และเครื่องอุปกรณ์โรงแรมต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่าเมื่อโจทก์มิอาจอ้างสิทธิประโยชน์ใด ๆ จากสัญญาเช่าพิพาทได้การที่โจทก์ปลูกสร้างโรงแรม สระว่ายน้ำ ภัตตาคาร ซึ่งใช้ประกอบกิจการโรงแรมจึงเป็นการปลูกสร้างโดยไม่มีสิทธิในที่ดินของจำเลยที่ 1 อาคารโรงแรม สระว่ายน้ำ และภัตตาคาร ต้องตกเป็นส่วนควบกับที่ดินและตกเป็นของจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่อาจฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆที่เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวได้ สำหรับข้าวของเครื่องใช้ประกอบตัวอาคารและใช้ในกิจการโรงแรมต่าง ๆ เช่น ตู้ เตียง โต๊ะเครื่องครัว เครื่องใช้ เครื่องดูดน้ำ เครื่องกรองน้ำ ฯลฯ นั้นโจทก์มิได้ฟ้องเรียกเอาคืนเป็นของโจทก์ คงเรียกมาแต่ค่าเสียหายจากการที่โจทก์ไม่ได้ใช้อาคารพิพาทประกอบกิจการโรงแรมโดยอาศัยสิ่งต่าง ๆ ดังกล่าวเป็นเครื่องคำนวณความเสียหายเท่านั้นทั้งยังมีคำขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารพิพาทด้วย ประเด็นข้อนี้จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสามฟังขึ้นส่วนฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเห็นควรให้เป็นพับ" ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 788/2531 บริษัท เอ็มเพร็สโฮเต็ล จำกัด โจทก์ นาง ผ่อง พิกุล แย้ม กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท เอ็มเพร็สโฮเต็ล จำกัด · จำเลย - นาง ผ่อง พิกุล แย้ม กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สวัสดิ์ รอดเจริญ · ส่อง สุขะปุณณพันธ์ · เดชา สุวรรณโณ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 249/2495ฎีกา 151/2532ฎีกา 608/2491ฎีกา 576/2540ฎีกา 1431/2492ฎีกา 734/2516ฎีกา 1523/2535ฎีกา 2505/2524ฎีกา 422/2535ฎีกา 2763/2551ฎีกา 1798/2506ฎีกา 4193/2530ฎีกา 933/2496ฎีกา 1781/2509ฎีกา 2113-2114/2530ฎีกา 6239/2551ฎีกา 948/2501ฎีกา 3785/2545ฎีกา 3496/2535ฎีกา 558/2521ฎีกา 370/2518ฎีกา 1627/2505ฎีกา 1036/2506ฎีกา 3193/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา