⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2129/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2129/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาต่อศาลแขวงเพียงแต่มีรายละเอียดพอสมควรให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีก็เพียงพอแล้ว และการที่จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ถือว่ายอมรับในข้อเท็จจริงตามคำฟ้องนั้นแล้ว จะโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ตนเองรับสารภาพไปแล้วไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

การฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาต่อศาลแขวงนั้น กฎหมายมิได้บัญญัติไว้เคร่งครัดเหมือนกับการฟ้องคดีด้วย ลายลักษณ์อักษรเพียงแต่มีรายละเอียดพอสมควร ให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ก็เป็นการเพียงพอแล้ว ฟ้องโจทก์ที่บรรยายว่า จำเลยที่ 1 ถึง ที่ 5 ฝ่ายหนึ่ง กับจำเลยที่ 6 ถึง ที่ 9 อีกฝ่ายหนึ่งสมัครใจเข้าทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน โดยจำเลยที่ 1 ถึง ที่ 5 ร่วมกันชกต่อยฟัดเหวี่ยงทำร้ายจำเลยที่ 6 ถึง ที่ 9 ส่วนจำเลยที่ 6 ถึง ที่ 9 ร่วมกันชกต่อยฟัดเหวี่ยงทำร้ายจำเลยที่ 1 ถึง ที่ 5 ย่อมมีความหมายว่าแต่ละฝ่ายมีพวกตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ได้ร่วมกันกระทำความผิดในการทำร้ายอีกฝ่ายหนึ่งในฐานะเป็นตัวการ ซึ่งโจทก์ได้อ้างประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 มาด้วยแล้ว แม้โจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยคนใดชกต่อยหรือทำร้ายจำเลยคนใดก็ไม่ทำให้เป็นฟ้องเคลือบคลุม โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองฝ่ายต่างทำร้ายซึ่งกันและกันเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1, 2, 4 และ 6 มีบาดแผลดังที่บรรยายรายละเอียดมาในฟ้องแล้ว ทั้งระบุว่าเป็นอันตรายแก่กายด้วย จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ดังนี้ เท่ากับยอมรับในข้อเท็จจริงตามคำฟ้องว่า บาดแผลดังกล่าวเป็นอันตรายแก่กายจริง จำเลยจะฎีกาโต้เถียงว่าบาดแผลนั้นยังไม่ถึงกับเป็นอันตรายแก่กายไม่ได้ เพราะเป็นการโต้เถียง ข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.172 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.176 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.295 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม.19

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๒, ๓, ๔, ๕ ฝ่ายหนึ่งและจำเลยที่ ๖ ร่วมกับจำเลยที่ ๗, ๘ และ ๙ อีกฝ่ายหนึ่ง สมัครใจเข้าทำร้ายซึ่งกันและกัน โดยจำเลยที่ ๑ - ๕ ร่วมกันชกต่อยฟัดเหวี่ยงทำร้ายจำเลยที่ ๖ - ๙ และ จำเลยที่ ๖ - ๙ ร่วมกันชกต่อยฟัดเหวี่ยงจำเลยที่ ๑ - ๕ เป็นเหตุให้จำเลยที่ ๑ หัวไหล่ฟกช้ำ ศีรษะบวม ด้านหลังเป็นแผลฟกช้ำ รักษา ๓ วัน จำเลยที่ ๒ นิ้วกลางหนังกำพร้าหลุดครึ่งเซนติเมตร รักษา ๓ วัน จำเลยที่ ๔ ฟกช้ำท้ายทอย รักษา ๓ วัน จำเลยที่ ๖ ฟกช้ำที่หัวไหล่ด้านซ้าย นิ้วชี้ด้านซ้ายถลอกหนังกำพร้าหลุด ๑ เซนติเมตร หน้าแตกโลหิตไหล รักษา ๑๕ วัน ได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕, ๘๓ จำเลยทั้งเก้าให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งเก้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕, ๘๓ จำเลยที่ ๓ อายุไม่เกิน ๑๗ ปี (ที่ถูก ๑๘ ปี) ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว จำเลยทั้งเก้ารับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ จำคุกจำเลยที่ ๓ มีกำหนด ๑๕ วัน จำเลยอื่นนอกนั้นจำคุกคนละ ๑ เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังตามมาตรา ๒๓ จำเลยที่ ๘ อุทธรณ์ขอให้เปลี่ยนโทษกักขังเป็นรอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๘ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในปัญหาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลแขวง และเป็นการฟ้องด้วยวาจา ซึ่งกฎหมายมิได้บัญญัติไว้เคร่งครัดเหมือนกับการฟ้องด้วยลายลักษณ์อักษร เพียงมีรายละเอียดพอสมควรให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีก็เป็นการเพียงพอแล้ว โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๒, ๓, ๔ และ ๕ ฝ่ายหนึ่ง กับจำเลยที่ ๖ ร่วมกับ จำเลยที่ ๗, ๘ และ ๙ อีกฝ่ายหนึ่ง สมัครใจเข้าทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน โดยจำเลยที่ ๑, ๒, ๓, ๔ และ ๕ ร่วมกันชกต่อยฟัดเหวี่ยงทำร้ายจำเลยที่ ๖, ๗, ๘ และ ๙ ส่วนจำเลยที่ ๖, ๗, ๘ และ ๙ ร่วมกันชกต่อยฟัดเหวี่ยงทำร้ายจำเลยที่ ๑, ๒, ๓, ๔ และ ๕ อันเป็นการฟ้องว่าจำเลยทั้งสองฝ่ายต่างเข้าทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันย่อมมีความหมายว่าแต่ละฝ่ายมีพวกตั้งแต่ ๒ คน ขึ้นไปได้ร่วมกระทำความผิดในการทำร้ายอีกฝ่ายหนึ่งในฐานเป็นตัวการ ซึ่งโจทก์ได้อ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ มาด้วยแล้ว แม้โจทก์จะไม่ได้บรรยายว่า จำเลยคนใดชกต่อยหรือทำร้ายจำเลยคนใด ก็ไม่ทำให้เป็นฟ้องเคลือบคลุม ที่จำเลยที่ ๘ ฎีกาว่า บาดแผลของจำเลยที่ ๑, ๒ และ ๔ ไม่เป็นอันตรายแก่กายเพราะเป็นเพียงรอยถลอก ฟกช้ำ หนังกำพร้าถลอก ส่วนจำเลยที่ ๖ มีบาดแผลลักษณะเดียวกัน ที่โจทก์ฟ้องว่าหน้าแตกโลหิตไหลก็มิได้ระบุขนาดของบาดแผล ทั้งมิได้แบบรายงานชันสูตรบาดแผลมาท้ายฟ้อง และที่ว่าบาดแผลของจำเลยที่ ๖ รักษา ๑๖ วัน ก็เป็นการคาดคะเนของเจ้าพนักงาน พฤติการณ์ในการกระทำตามฟ้องยังไม่ถึงขั้นรุนแรง บาดแผลไม่ถึงกับเป็นอันตรายแก่กาย จำเลยที่ ๘ ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๘ กับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน เป็นเหตุให้จำเลยที่ ๑, ๒, ๔ และ ๖ ได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยที่ ๘ ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ซึ่งเท่ากับจำเลยที่ ๘ ยอมรับในข้อเท็จจริงตามฟ้องว่าบาดแผลดังกล่าวเป็นอันตรายแก่กายจริง จำเลยที่ ๘ จะฎีกาโต้เถียงว่าบาดแผลนั้นยังไม่ถึงกับเป็นอันตรายแก่กายหาได้ไม่ เพราะเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ ๘ ให้การรับสารภาพแล้ว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2129/2532 พนักงานอัยการศาลแขวงพระนครใต้ (พระโขนง) โจทก์ นายณรงค์ศักดิ์ ช้างเสวก กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการศาลแขวงพระนครใต้ (พระโขนง) · จำเลย - นายณรงค์ศักดิ์ ช้างเสวก กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุวรรณ ตระการพันธุ์ · โสภณ รัตนากร · กู้เกียรติ สุนทรบุระ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น · ศาลอุทธรณ์ - นายสมมาตร พรหมานุกูล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 99/2541ฎีกา 9114/2552ฎีกา 3345/2535ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 789/2480ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 3136/2524ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1220/2510ฎีกา 6911/2544ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1294/2509ฎีกา 884/2484ฎีกา 2292/2540ฎีกา 6321/2544ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 2936/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา