⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2137/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2137/2547

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากพยานขอแก้ไขคำเบิกความระหว่างที่ศาลอ่านบันทึกคำให้การให้พยานฟัง คู่ความฝ่ายที่เห็นว่าการแก้ไขนั้นไม่ถูกต้องต้องแถลงโต้แย้งไว้ หากไม่มีการโต้แย้งและคู่ความลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องของบันทึกคำให้การที่แก้ไขแล้ว ให้ถือว่ายอมรับการแก้ไขนั้น

ย่อคำพิพากษา

ในระหว่างที่ศาลอ่านบันทึกคำให้การให้พยานฟัง หากพยานจะขอแก้ไขคำเบิกความส่วนใดที่เห็นว่าไม่ถูกต้องย่อมเป็นสิทธิของพยานที่จะแถลงต่อศาล ถ้าคู่ความฝ่ายใดเน้นว่าการขอแก้ไขดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไรต้องแถลงโต้แย้งไว้เพื่อศาลจะได้ใช้ดุลพินิจว่าคำเบิกความดังกล่าวว่าสมควรรับฟังได้เพียงใด เมื่อจำเลยไม่ได้โต้แย้งไว้ ทั้งจำเลยและทนายจำเลยยังได้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องของข้อความในบันทึกคำให้การพยานที่ศาลบันทึกไว้ ซึ่งต้องถือว่าจำเลยยอมรับการแก้ไขดังกล่าวและต้องฟังเป็นยุติว่าพยานเบิกความไว้ตามที่บันทึกแก้ไขไว้นั้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.11 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.114 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.121

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 และริบอาวุธปืนของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นการกระทำผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายกระทงหนึ่ง ซึ่งความผิดดังกล่าวเป็นความผิดหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 5 ปี ฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะ จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 7 ปี คำให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน ริบอาวุธปืนของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่สิบตำรวจเอกยุทธพงษ์เบิกความว่าตรวจค้นได้ธนบัตรที่อ้างว่าเป็นธนบัตรที่ให้สายลับใช้ล่อซื้อได้ที่กระเป๋าเสื้อของจำเลย ส่วนนายดาบตำรวจประหยัดเบิกความในตอนแรกว่าค้นธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อได้ในกระเป๋ากางเกงของจำเลย ศาลชั้นต้นอ่านคำให้การสิบตำรวจเอกยุทธพงษ์ก่อน แล้วอ่านคำให้การนายดาบตำรวจประหยัด นายดาบตำรวจประหยัดจึงขอแก้ไขคำให้การจากที่ให้การไว้เดิมว่าค้นพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อในกระเป๋ากางเกง เป็นในกระเป๋าเสื้อ เป็นการแก้ไขในข้อสำคัญ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้เหตุผลว่าจำเลยไม่ได้โต้แย้งไว้ เท่ากับจำเลยยอมรับ จำเลยเห็นว่ามีปัญหาข้อกฎหมายว่าจำเลยต้องโต้แย้งหรือไม่ นั้น เห็นว่า การที่พยานขอแก้ไขคำเบิกความส่วนใดที่เห็นว่าไม่ถูกต้องเป็นสิทธิของพยานปากนั้น หากคู่ความฝ่ายใดเห็นว่าการขอแก้ไขดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไรต้องโต้แย้งไว้เพื่อศาลจะได้ใช้ดุลพินิจในการรับฟังคำเบิกความดังกล่าวว่าสมควรรับฟังได้เพียงใด เมื่อจำเลยไม่ได้โต้แย้งไว้ ทั้งจำเลยและทนายจำเลยยังได้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องของข้อความที่บันทึกไว้ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าถือว่าจำยอมรับการแก้ไขดังกล่าว จึงถูกต้อง ต้องฟังยุติว่าพยานเบิกความไว้ตามที่บันทึกแก้ไขไว้นั้น ส่วนจะรับฟังลงโทษจำเลยได้เพียงใดอยู่ในดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานในสำนวนทั้งหมดประกอบกัน ซึ่งเป็นเรื่องข้อเท็จจริงทั้งสิ้น ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ความใหม่แทน สำหรับคดีนี้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เท่าใด กรณีต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นบทกำหนดโทษ โดยมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสิบห้าปี หรือปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ตามกฎหมายเดิมกำหนดโทษไว้ให้ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท กรณีโทษจำคุกจึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) วางโทษจำคุกจำเลย 4 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุกจำเลย 2 ปี 8 เดือน รวมโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนแล้ว คงจำคุกจำเลย 4 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2137/2547 พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น โจทก์ นายวินัย โคตรลือชา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น · จำเลย - นายวินัย โคตรลือชา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์ · สุรพล เจียมจูไร · พลรัตน์ ประทุมทาน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดขอนแก่น - นายณรงค์ ไพบูลย์วัฒนกิจ · ศาลอุทธรณ์ - นายกนก อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 99/2541ฎีกา 2918/2522ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1305/2547ฎีกา 230/2510ฎีกา 4046/2536ฎีกา 913/2538ฎีกา 1416-1418/2508ฎีกา 7988/2551ฎีกา 2186/2550ฎีกา 164/2553ฎีกา 185/2566ฎีกา 6911/2544ฎีกา 7937/2538ฎีกา 3604/2533ฎีกา 6321/2544ฎีกา 235/2540ฎีกา 3329/2550ฎีกา 1165/2537ฎีกา 1166/2491ฎีกา 4636/2543ฎีกา 4970/2538ฎีกา 15230/2555ฎีกา 2491-2493/2519
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา