⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 24/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 24/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์ฟ้องคดีเพื่อแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่อ้างว่าได้มาโดยการครอบครองปรปักษ์ ถือเป็นคดีมีข้อพิพาทตามกฎหมาย แม้ศาลยังมิได้มีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันนัดชี้สองสถานว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้ว ให้งดการชี้สองสถาน แล้ววินิจฉัยว่า การได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 ผู้ได้กรรมสิทธิ์ต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 78 โจทก์จึงต้องยื่นคำร้องขออย่างคดีไม่มีข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188(1) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเช่นนี้เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 24 ซึ่งทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง แม้โจทก์ไม่ได้โต้แย้งไว้ก็มีสิทธิยกขึ้นอุทธรณืได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24,227 โจทก์ฟ้องอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ซึ่งได้มาโดยการครอบครองปรปักษ์ จำเลยได้ให้คนงานของจำเลยมารื้อรั้วสังกะสีซึ่งล้อมที่ดินพิพาทออกทั้งสี่ด้านและทำลายลานคอนกรีตในที่พิพาทของโจทก์บางส่วนเสียหาย ดังนี้แม้ขณะโจทก์ฟ้องศาลยังมิได้มีคำสั่งว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาท ก็ถือได้ว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย.(ที่มา-ส่งเสริม)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.78 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.24 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.27 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.188 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.226 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.227 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1382

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ครอบครองที่พิพาทโดยสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่า 10 ปี จนได้กรรมสิทธิ์แล้ว เมื่อเดือนพฤษภาคม 2529 จำเลยได้ให้คนงานมารื้อรั้วสังกะสีที่ล้อมที่ที่ล้อมที่พิพาททั้งสี่ด้านออก และทำลายลานคอนกรีตบางส่วนของโจทก์เสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง ให้จำเลยทำการแบ่งแยกที่ดินพิพาทแล้วโอนให้กับโจทก์ถ้าจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาทตามฟ้อง และไม่ได้ครอบครองที่ดินตามฟ้อง ที่พิพาทเป็นของจำเลยใช้เป็นทางเดินหนีไฟของผู้อยู่อาศัยในตึกแถว ขอให้ยกฟ้อง ในวันนัดชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องของโจทก์และคำให้การจำเลยแล้วเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้จึงให้งดการชี้สองสถานและวินิจฉัยว่า การได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 นั้น ผู้ได้กรรมสิทธิ์จะต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 78 กรณีของโจทก์ก็เช่นกัน โจทก์จึงต้องยื่นคำร้องขออย่างคดีไม่มีข้อพิพาทต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา188(1) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ไม่ได้ขอให้ศาลมีคำสั่งว่า โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่พิพาทโดยครอบครองปรปักษ์อย่างเดียว แต่โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าจำเลยรื้อลานคอนกรีตและรั้วล้อมที่พิพาทที่โจทก์สร้างขึ้นไว้ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ด้วย โจทก์เสนอคดีมาเป็นคำฟ้องอย่างคดีมีข้อพิพาท จึงชอบแล้ว พิพากษากลับยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดชี้สองสถาน คดีของโจทก์จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันนัดชี้สองสถานว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้วให้งดการชี้สองสถานและให้รอฟังคำพิพากษา แล้ววินิจฉัยว่า การได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1382 นั้น ผู้ได้กรรมสิทธิ์จะต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 78 กรณีของโจทก์ก็เช่นกันโจทก์จึงต้องยื่นคำร้องขออย่างคดีไม่มีข้อพิพาทต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188(1) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง การวินิจฉัยเช่นนี้ เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ซึ่งทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง แม้จำเลย (น่าจะเป็นโจทก์) จะมิได้โต้แย้งไว้ในศาลชั้นต้น ก็มีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์ในศาลอุทธรณ์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24, 227 ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์จึงชอบแล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์แต่อย่างใด โจทก์จึงต้องเสนอคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188(1) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ โจทก์อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ โจทก์ได้มาโดยการครอบครองปรปักษ์จำเลยได้ให้คนงานของจำเลยมารื้อรั้วสังกะสีซึ่งล้อมที่พิพาทออกทั้งสี่ด้านและทำลายลานคอนกรีตในที่พิพาทของโจทก์บางส่วนเสียหายดังนี้ ถือได้ว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จากโจทก์และชั้นฎีกาจากจำเลยเรื่องละห้าร้อยบาทนั้น ไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์จำเลยอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227ซึ่งตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ 2 (ข)ให้เรียกเรื่องละสองร้อยบาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เรียกเกินมาให้โจทก์จำเลยไป" พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เรียกเกินมาให้โจทก์จำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 24/2532 นาง ลมูล โพธิ์พานิช โจทก์ นาย วิชัย ตั้งสุริยาไพ ศาล จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง ลมูล โพธิ์พานิช · จำเลย - นาย วิชัย ตั้งสุริยาไพ ศาล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เธียร ยูงทอง · ชูเชิด รักตะบุตร์ · สัมฤทธิ์ ไชยศิริ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 5473/2548ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 1572/2511ฎีกา 4415/2528ฎีกา 8680/2551ฎีกา 4092/2543ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1196/2513ฎีกา 1593/2524ฎีกา 1733/2498ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ