คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2641/2532
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานตามกฎหมายอาญา มาตรา 137 ต้องเป็นการกระทำโดยเจตนาของผู้แจ้งเอง โดยไม่จำเป็นต้องมีเจ้าพนักงานแนะนำหรือชักจูง
ย่อคำพิพากษา
จำเลยแจ้งข้อความต่อ บ. ผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นผู้ช่วยนายทะเบียนตำบลว่าเด็กหญิง ธ. เป็นบุตรของตนเกิดที่จังหวัดร้อยเอ็ดอันเป็นความเท็จ เพราะเด็กหญิง ธ. เกิดที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำเลยกรอกข้อความดังกล่าวลงในแบบฟอร์ม ใบรับแจ้งความการเกิดเอง โดย บ. มิได้แนะนำ ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นอาจารย์ใหญ่ย่อมทราบดีว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ จำเลยจึงมีเจตนาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน ปลอมเอกสารและใช้เอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 137, 264, 265, 268 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526 มาตรา 4
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน แต่ตามพฤติการณ์จำเลยกระทำไปเพื่อให้บุตรของตนมีหลักฐานการเกิดสมควรได้รับความปรานี จึงให้รอการลงโทษจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกามาเพียงข้อเดียวว่าจำเลยมิได้มีเจตนากระทำผิด เพราะจำเลยแจ้งไปตามคำแนะนำของนายบุญจันทร์นั้น พิเคราะห์แล้ว นายบุญจันทร์เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า จำเลยเป็นผู้แจ้งการเกิดของเด็กหญิงธิติมาโดยจำเลยกรอกข้อความในแบบฟอร์มใบรับแจ้งการเกิดเอง พยานมิได้แนะนำให้จำเลยแจ้งที่เกิดของเด็กหญิงธิติมาให้ผิดไปจากความจริงขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนโคกล่ามพิทยามาประมาณ4 ปีแล้ว เป็นผู้มีความรู้ดี ย่อมจะทราบดีว่าการที่บุตรของตนเกิดที่จังหวัดหนึ่งแต่ไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานว่าเกิดที่อีกจังหวัดหนึ่งนั้น เป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานโดยเจตนา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดจึงชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ลงโทษจำคุกแก่จำเลยเป็นการกำหนดโทษที่หนักเกินไป สมควรลงโทษปรับแก่จำเลยเพียงสถานเดียว"
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยเป็นเงิน 1,000 บาท จำเลยไม่ชำระค่าปรับให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2641/2532
พนักงานอัยการ จังหวัด ร้อยเอ็ด โจทก์
นาย ประสิทธิ์ พุคยาภรณ์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด ร้อยเอ็ด · จำเลย - นาย ประสิทธิ์ พุคยาภรณ์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ถาวร ตันตราภรณ์ · สหัส สิงหวิริยะ · มงคล เปาอินทร์ |
| แหล่งที่มา | สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ