⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3603/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3603/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลมีหน้าที่ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยโดยตรง โดยโจทก์ไม่ต้องวางเงินค่าส่งสำเนาอุทธรณ์ การที่ศาลชั้นต้นมิได้ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยก่อนศาลอุทธรณ์พิพากษา ถือว่าการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 200 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ย่อคำพิพากษา

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 200 กำหนดให้ศาลส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง ดังนี้เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์จึงเป็นหน้าที่ของศาลที่จะส่งสำเนาให้จำเลยโดยตรง โจทก์ไม่จำต้องวางเงินค่าส่งสำเนาอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมิได้ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยก่อนศาลอุทธรณ์พิพากษาการพิจารณาพิพากษาของศาลอุทธรณ์จึงขัดต่อบทบัญญัติมาตรา200 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโดยชัดแจ้ง แต่เนื่องจากระยะเวลาที่จะปฏิบัติตามขั้นตอนได้ล่วงเลยมาจนศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 181 กำหนดให้นำบทบัญญัติในมาตรา 139 และ 166 มาบังคับแก่การพิจารณาโดยอนุโลมดังนั้นศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะยกมาตรา 166 ดังกล่าวมาปรับแก่คดีในชั้นพิจารณาได้ โจทก์อ้างว่าในวันนัดสืบพยานโจทก์ ตัวโจทก์อยู่ที่จังหวัด สกลนคร เพื่อจัดการงานศพของมารดาภรรยาโจทก์ และต้องดูแลอาการป่วยของภรรยาโจทก์ กับโจทก์เข้าใจว่าในวันนัดดังกล่าวทนายโจทก์จะสืบพยานคนอื่นก่อน ส่วนโจทก์จะเข้าสืบในวันนัดภายหลัง โจทก์มิได้จงใจที่จะไม่มาศาลตามกำหนดนัด และโจทก์ไม่ทราบมาก่อนว่าทนายโจทก์ขอถอนตัวออกจากเป็นทนายให้โจทก์ กรณีดังกล่าวหากเป็นความจริงตามคำร้อง ของ โจทก์ก็ถือว่าโจทก์ได้แสดงให้ศาลเห็นได้ว่ามีเหตุสมควรจึงมาไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นด่วนวินิจฉัยสั่งยกคำร้องของโจทก์เสียโดยไม่ไต่สวนนั้นเป็นการไม่ชอบ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.166 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.181 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.200 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.201 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.70 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๘,๓๓๔, ๙๑ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้อง ให้ประทับฟ้องเฉพาะข้อหาทำให้เสียทรัพย์ จำเลยให้การปฏิเสธ วันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์และทนายโจทก์ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงยกฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของโจทก์ และมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีต่อไป จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาประการแรกว่า โจทก์ยื่นอุทธรณเกินกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษา คือวันที่๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๑ นั้นเห็นว่าอุทธรณ์ของโจทก์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๓๑ โจทก์ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ ๑๔กันยายน ๒๕๓๑ อยู่ภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันที่ศาลอ่านคำสั่งจึงเป็นการชอบแล้ว ประการที่สองจำเลยฎีกาว่า โจทก์มิได้วางเงินค่าส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยเท่ากับโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์แล้วเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๐๐ ได้บัญญัติไว้ว่า "ให้ศาลส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งแก้ภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันรับ" ดังนี้จึงเป็นหน้าที่ของศาลที่จะส่งสำเนาให้จำเลยโดยตรง โจทก์จึงไม่จำต้องวางเงินค่าส่งสำเนาอุทธรณ์ประการที่สามจำเลยฎีกาว่าการที่ศาลชั้นต้นมิได้ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยก่อนศาลอุทธรณ์พิพากษานั้น ทำให้การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ไม่ชอบ ข้อนี้การพิจารณาพิพากษาของศาลอุทธรณ์ขัดต่อบทบัญญัติมาตรา ๒๐๐ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโดยชัดแจ้ง แต่เนื่องจากระยะเวลาที่จะปฏิบัติตามขั้นตอนได้ล่วงเลยมาจนศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยคดีไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ ในส่วนที่เกี่ยวกับเนื้อหาแห่งคดีนั้น จำเลยฎีกาว่า กรณีเป็นเรื่องชั้นพิจารณา มิใช่ชั้นไต่สวนมูลฟ้องจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๖ โจทก์จึงขอให้ศาลยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ไม่ได้ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๑ กำหนดให้นำบทบัญญัติในมาตรา ๑๓๙ และ ๑๖๖ มาบังคับแก่การพิจารณาโดยอนุโลม ดังนั้นศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะยกมาตรา ๑๖๖ ดังกล่าวมาปรับแก่คดีได้ สำหรับในปัญหาที่ว่า โจทก์มีเหตุที่จะขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาได้หรือไม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกฟ้องโจทก์เนื่องจากโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัดสืบพยานโจทก์ แต่ในวันดังกล่าวทนายโจทก์ได้มอบฉันทะให้เสมียนทนายนำคำร้องขอถอนตัวออกจากการเป็นทนายโจทก์มายื่นต่อศาลด้วย ซึ่งศาลได้สั่งว่า ตัวความยังไม่ทราบจึงไม่อนุญาตแสดงว่าตัวโจทก์อาจเข้าใจว่าทนายโจทก์คงจะมาศาลในวันนั้น และโจทก์อ้างว่า ในวันนัดตัวโจทก์อยู่ที่จังหวัดสกลนครเพื่อจัดการงานศพของมารดาภรรยาโจทก์และต้องดูแลอาการป่วยของภรรยาโจทก์กับโจทก์เข้าใจว่า ในวันนัดดังกล่าวทนายโจทก์จะสืบพยานคนอื่นก่อนส่วนโจทก์จะเข้าสืบในวันนัดภายหลัง โจทก์มิได้จงใจที่จะไม่มาศาลตามกำหนดนัด และโจทก์ไม่ทราบมาก่อนว่าทนายโจทก์ขอถอนตัวออกจากเป็นทนายให้โจทก์ กรณีดังกล่าวหากเป็นความจริงตามคำร้องของโจทก์ก็ถือว่าโจทก์ได้แสดงให้ศาลเห็นได้ว่ามีเหตุสมควรจึงมาไม่ได้ที่ศาลชั้นต้นด่วนวินิจฉัยสั่งยกคำร้องของโจทก์เสียโดยไม่ไต่สวนเป็นการไม่ชอบ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3603/2532 นายกิตติ ปิตรังสี โจทก์ นางสว่างศรี กาญจนกามล จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายกิตติ ปิตรังสี · จำเลย - นางสว่างศรี กาญจนกามล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประวิทย์ ขัมภรัตน์ · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · เคียง บุญเพิ่ม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงเชียงใหม่ - นายธวัฒน์ชัย สุดใจศิริบูล · ศาลอุทธรณ์ - นายธรรมนูญ โชคชัยพิทักษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 280/2530ฎีกา 2076/2542ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 4637/2567ฎีกา 7988/2551ฎีกา 2186/2550ฎีกา 5272/2544ฎีกา 6911/2544ฎีกา 8108/2542ฎีกา 2520/2544ฎีกา 6321/2544ฎีกา 1660/2518ฎีกา 4470/2543ฎีกา 3329/2550ฎีกา 1165/2537ฎีกา 2898/2538ฎีกา 1166/2491ฎีกา 4636/2543ฎีกา 3790-3792/2540ฎีกา 15230/2555ฎีกา 674/2549ฎีกา 5285/2537ฎีกา 262/2530
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา