⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3603/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3603/2532

ป.วิ.อาญา ม.15, 166, 181 ฯลฯ · ป.วิ.แพ่ง ม.70, 243

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลมีหน้าที่ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยโดยตรง โดยโจทก์ไม่ต้องวางเงินค่าส่งสำเนาอุทธรณ์ การที่ศาลชั้นต้นมิได้ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยก่อนศาลอุทธรณ์พิพากษา ถือว่าการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 200 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ย่อคำพิพากษา

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 200 กำหนดให้ศาลส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง ดังนี้เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์จึงเป็นหน้าที่ของศาลที่จะส่งสำเนาให้จำเลยโดยตรง โจทก์ไม่จำต้องวางเงินค่าส่งสำเนาอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมิได้ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยก่อนศาลอุทธรณ์พิพากษาการพิจารณาพิพากษาของศาลอุทธรณ์จึงขัดต่อบทบัญญัติมาตรา200 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโดยชัดแจ้ง แต่เนื่องจากระยะเวลาที่จะปฏิบัติตามขั้นตอนได้ล่วงเลยมาจนศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 181 กำหนดให้นำบทบัญญัติในมาตรา 139 และ 166 มาบังคับแก่การพิจารณาโดยอนุโลมดังนั้นศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะยกมาตรา 166 ดังกล่าวมาปรับแก่คดีในชั้นพิจารณาได้ โจทก์อ้างว่าในวันนัดสืบพยานโจทก์ ตัวโจทก์อยู่ที่จังหวัด สกลนคร เพื่อจัดการงานศพของมารดาภรรยาโจทก์ และต้องดูแลอาการป่วยของภรรยาโจทก์ กับโจทก์เข้าใจว่าในวันนัดดังกล่าวทนายโจทก์จะสืบพยานคนอื่นก่อน ส่วนโจทก์จะเข้าสืบในวันนัดภายหลัง โจทก์มิได้จงใจที่จะไม่มาศาลตามกำหนดนัด และโจทก์ไม่ทราบมาก่อนว่าทนายโจทก์ขอถอนตัวออกจากเป็นทนายให้โจทก์ กรณีดังกล่าวหากเป็นความจริงตามคำร้อง ของ โจทก์ก็ถือว่าโจทก์ได้แสดงให้ศาลเห็นได้ว่ามีเหตุสมควรจึงมาไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นด่วนวินิจฉัยสั่งยกคำร้องของโจทก์เสียโดยไม่ไต่สวนนั้นเป็นการไม่ชอบ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.166 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.181 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.200 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.201 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.70 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.166 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.181 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.200 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๘,๓๓๔, ๙๑ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้อง ให้ประทับฟ้องเฉพาะข้อหาทำให้เสียทรัพย์ จำเลยให้การปฏิเสธ วันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์และทนายโจทก์ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงยกฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของโจทก์ และมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีต่อไป จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาประการแรกว่า โจทก์ยื่นอุทธรณเกินกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษา คือวันที่๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๑ นั้นเห็นว่าอุทธรณ์ของโจทก์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๓๑ โจทก์ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ ๑๔กันยายน ๒๕๓๑ อยู่ภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันที่ศาลอ่านคำสั่งจึงเป็นการชอบแล้ว ประการที่สองจำเลยฎีกาว่า โจทก์มิได้วางเงินค่าส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยเท่ากับโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์แล้วเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๐๐ ได้บัญญัติไว้ว่า "ให้ศาลส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งแก้ภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันรับ" ดังนี้จึงเป็นหน้าที่ของศาลที่จะส่งสำเนาให้จำเลยโดยตรง โจทก์จึงไม่จำต้องวางเงินค่าส่งสำเนาอุทธรณ์ประการที่สามจำเลยฎีกาว่าการที่ศาลชั้นต้นมิได้ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยก่อนศาลอุทธรณ์พิพากษานั้น ทำให้การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ไม่ชอบ ข้อนี้การพิจารณาพิพากษาของศาลอุทธรณ์ขัดต่อบทบัญญัติมาตรา ๒๐๐ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโดยชัดแจ้ง แต่เนื่องจากระยะเวลาที่จะปฏิบัติตามขั้นตอนได้ล่วงเลยมาจนศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยคดีไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ ในส่วนที่เกี่ยวกับเนื้อหาแห่งคดีนั้น จำเลยฎีกาว่า กรณีเป็นเรื่องชั้นพิจารณา มิใช่ชั้นไต่สวนมูลฟ้องจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๖ โจทก์จึงขอให้ศาลยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ไม่ได้ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๑ กำหนดให้นำบทบัญญัติในมาตรา ๑๓๙ และ ๑๖๖ มาบังคับแก่การพิจารณาโดยอนุโลม ดังนั้นศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะยกมาตรา ๑๖๖ ดังกล่าวมาปรับแก่คดีได้ สำหรับในปัญหาที่ว่า โจทก์มีเหตุที่จะขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาได้หรือไม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกฟ้องโจทก์เนื่องจากโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัดสืบพยานโจทก์ แต่ในวันดังกล่าวทนายโจทก์ได้มอบฉันทะให้เสมียนทนายนำคำร้องขอถอนตัวออกจากการเป็นทนายโจทก์มายื่นต่อศาลด้วย ซึ่งศาลได้สั่งว่า ตัวความยังไม่ทราบจึงไม่อนุญาตแสดงว่าตัวโจทก์อาจเข้าใจว่าทนายโจทก์คงจะมาศาลในวันนั้น และโจทก์อ้างว่า ในวันนัดตัวโจทก์อยู่ที่จังหวัดสกลนครเพื่อจัดการงานศพของมารดาภรรยาโจทก์และต้องดูแลอาการป่วยของภรรยาโจทก์กับโจทก์เข้าใจว่า ในวันนัดดังกล่าวทนายโจทก์จะสืบพยานคนอื่นก่อนส่วนโจทก์จะเข้าสืบในวันนัดภายหลัง โจทก์มิได้จงใจที่จะไม่มาศาลตามกำหนดนัด และโจทก์ไม่ทราบมาก่อนว่าทนายโจทก์ขอถอนตัวออกจากเป็นทนายให้โจทก์ กรณีดังกล่าวหากเป็นความจริงตามคำร้องของโจทก์ก็ถือว่าโจทก์ได้แสดงให้ศาลเห็นได้ว่ามีเหตุสมควรจึงมาไม่ได้ที่ศาลชั้นต้นด่วนวินิจฉัยสั่งยกคำร้องของโจทก์เสียโดยไม่ไต่สวนเป็นการไม่ชอบ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3603/2532 นายกิตติ ปิตรังสี โจทก์ นางสว่างศรี กาญจนกามล จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายกิตติ ปิตรังสี · จำเลย - นางสว่างศรี กาญจนกามล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประวิทย์ ขัมภรัตน์ · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · เคียง บุญเพิ่ม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงเชียงใหม่ - นายธวัฒน์ชัย สุดใจศิริบูล · ศาลอุทธรณ์ - นายธรรมนูญ โชคชัยพิทักษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4810/2542ฎีกา 21848/2555ฎีกา 280/2530ฎีกา 2076/2542ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 4637/2567ฎีกา 7988/2551ฎีกา 2186/2550ฎีกา 5272/2544ฎีกา 917/2564ฎีกา 605/2511ฎีกา 1091/2480ฎีกา 6911/2544ฎีกา 8108/2542ฎีกา 2520/2544ฎีกา 6321/2544ฎีกา 1660/2518ฎีกา 4470/2543ฎีกา 960/2559ฎีกา 3329/2550ฎีกา 1165/2537ฎีกา 2898/2538ฎีกา 1166/2491
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา