⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3765/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3765/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อจำเลยประพฤติผิดสัญญา โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องบังคับตามสัญญาได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงสัญญาเช่าหลักที่โจทก์ทำไว้กับเจ้าของอาคาร

ย่อคำพิพากษา

เมื่อจำเลยประพฤติหรือปฏิบัติผิดสัญญาอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมฟ้องจำเลยโดยอาศัยมูลเหตุตามสัญญาที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าสัญญาเช่าอาคารพิพาทที่โจทก์ทำไว้กับกระทรวงการคลังซึ่งเป็นเจ้าของอาคารพิพาทจะสิ้นสุดแล้วหรือไม่โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และเมื่อสัญญาเช่าช่วงครบกำหนด โจทก์ได้บอกเลิกการเช่าช่วงโดยชอบแล้วจำเลยจึงไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะอยู่ในอาคารพิพาทได้ต่อไป

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.118 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.386 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.387 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.391 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.544 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.545

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลขับไล่จำเลยและบริวารให้ออกจากอาคารพิพาทห้ามมิให้เกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน ๒๘๐,๐๐๐ บาท และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ๑,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากอาคารพิพาท จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่มีความเสียหายใด ๆ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์เสียค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยและบริวารออกไปจากอาคารพิพาทให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ ๑,๘๐๐ บาท นับตั้งแต่วันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๒๕ เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากอาคารพิพาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดเป็นค่าทนายความ ๑,๒๐๐ บาท จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยยกเหตุเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นต่อสู้ ๒ ประการคือ โจทก์ไม่ได้นำสืบให้สมอันปราศจากสงสัยว่า การมอบอำนาจได้กระทำไปโดยชอบด้วยกฎหมายจริงหรือไม่ประการหนึ่ง และโจทก์ฟ้องคดีหลังจากสิ้นสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับกระทรวงการคลังแล้วประการหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องการมอบอำนาจนั้นโจทก์มีนายจรูญ รัตนศิริพรหมประธานกรรมการ โจทก์เบิกความว่าคณะกรรมการของโจทก์ได้มีมติให้พยานดำเนินการฟ้องคดีนี้แทน ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.๔ ซึ่งตามเอกสารดังกล่าวมีข้อความว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายจรูญ รัตนศิริพรหมกับนายวิรัช วัฒนกูล หรือกับนายบุญหา สุนทรไชยา ฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ซึ่งปรากฏตามใบแต่งทนายความว่าบุคคลทั้งสามได้ลงลายมือชื่อแต่งทนายความ ฝ่ายจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงน่าเชื่อตามที่โจทก์นำสืบว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายจรูญ รัตนศิริพรหม กับนายวิรัช วัฒนกูลหรือกับนายบุญทา สุนทรไชยา ฟ้องคดีแทนโดยชอบแล้ว ส่วนเรื่องที่โจทกฟ้องคดีหลังจากสัญญาเช่าอาคารพิพาทระหว่างโจทก์กับกระทรวงการคลังสิ้นสุดแล้วนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยโดยอาศัยมูลเหตุตามสัญญาที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ เมื่อจำเลยประพฤติหรือปฏิบัติผิดสัญญาดังกล่าวประการใด อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลย ทั้งนี้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าสัญญาเช่าอาคารพิพาทที่โจทก์ทำไว้กับกระทรวงการคลังจะสิ้นสุดแล้วหรือไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ส่วนฎีกาของจำเลยที่โต้เถียงว่า สัญญาจ้างผู้จัดการตามเอกสารหมาย จ.๓ หรือ จ.๒ เป็นนิติกรรมอำพรางการให้เช่าช่วงอาคารพิพาทนั้น ถึงแม้จะฟังได้ว่าเป็นความจริง แต่ตามสัญญาจ้างผู้จัดการดังกล่าวได้ว่าจ้างมีกำหนด ๕ ปี ซึ่งครบกำหนดสิ้นสุดในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๒๔ จึงจะต้องถือว่า โจทก์จำเลยตกลงกันให้การเช่าช่วงอาคารพิพาทมีกำหนดเวลาและสิ้นสุดลงตามวันเดือนปีดังกล่าวด้วย และคู่ความรับกันว่าเมื่อสัญญาจ้างผู้จัดการสิ้นสุดลงแล้ว โจทก์ได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๒๕ บอกเลิกจ้างจำเลย และต่อมาโจทก์ได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๕ไปถึงจำเลย ยืนยันไม่ต่ออายุสัญญาให้จำเลยกับเร่งรัดให้จำเลยและครอบครัวพร้อมบริวารออกไปจากอาคารพิพาทตามเอกสารหมาย ล.๔๕ หรือจ.๘ จึงต้องแปลว่าเมื่อสัญญาเช่าช่วงครบกำหนดแล้ว โจทก์ได้บอกเลิกการเช่าช่วงโดยชอบแล้วเช่นเดียวกัน ดังนั้นจำเลยจึงไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะอยู่ในอาคารพิพาทได้ต่อไป ส่วนประเด็นค่าเสียหายที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย เพราะสัญญาเช่าอาคารพิพาทระหว่างโจทก์กับกระทรวงการคลังได้สิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๒๕ สิทธิในการใช้ประโยชน์ในอาคารพิพาทย่อมหมดสิ้นลงตามอายุสัญญาเช่านั้น ปรากฎว่าปัญหาข้อนี้จำเลยมิได้ยกเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงไม่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3765/2532 ร้านสหกรณ์ขอนแก่น จำกัด โจทก์ นางรำไพ พิกุลประเสริฐ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ร้านสหกรณ์ขอนแก่น จำกัด · จำเลย - นางรำไพ พิกุลประเสริฐ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เคียง บุญเพิ่ม · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · ประวิทย์ ขัมภรัตน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดขอนแก่น - นายคมสัน ศรีทองสุก · ศาลอุทธรณ์ - นายบุญศรี กอบบุญ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2749/2538ฎีกา 591/2531ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 2409/2551ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 763/2484ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 4873/2528ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา