คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 509/2532
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องคดีต่อเจ้าพนักงานของรัฐก่อนที่เจ้าพนักงานจะได้ประเมินภาษีอากรและแจ้งให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีทราบตามกฎหมายนั้น ยังไม่ถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมาย จึงยังไม่มีอำนาจฟ้อง.
ย่อคำพิพากษา
การที่เจ้าพนักงานของจำเลยให้โจทก์นำหนังสือค้ำประกันมาวางเป็นประกันการชำระภาษีอากร เป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๑๑๒ ที่ให้อำนาจไว้ และเจ้าพนักงานของจำเลยย่อมมีอำนาจประเมินเงินอากรและแจ้งให้โจทก์ชำระตามมาตรา ๑๑๒ ทวิ เมื่อโจทก์ไม่พอใจ โจทก์มีอำนาจอุทธรณ์คัดค้านได้ตาม มาตรา ๑๑๒ ทวิ วรรคสาม การที่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อเจ้าพนักงานของจำเลยเรียกประกันตามมาตรา ๑๑๒ จึงเป็นการตัดสิทธิในการประเมินของเจ้าพนักงาน และตัดสิทธิโจทก์ในการอุทธรณ์คัดค้านการประเมิน ซึ่งกฎหมายมิได้มีเจตนารมณ์เช่นนั้น ดังนั้นการที่โจทก์ฟ้องคดีก่อนเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมินเงินภาษีอากรและแจ้งให้โจทก์ชำระตามมาตรา ๑๑๒ ทวิ วรรคหนึ่ง จึงยังถือไม่ได้ว่า จำเลยได้โต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ แล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์นำเหล็กท่อนหน้าตัดสี่เหลี่ยมจัตุรัสชนิดมีส่วนผสมเป็นแอลลอยสตีลจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาในราชอาณาจักรโดยสำแดงในพิกัดประเภทที่ ๗๓.๑๕ ง. ได้ชำระภาษีอากรแล้ว ครั้นเมื่อโจทก์ไปตรวจรับสินค้า เจ้าหน้าที่ของจำเลยอ้างว่าสินค้าดังกล่าวเป็นของจะต้องจัดเข้าพิกัดประเภทที่ ๗๓.๔๐ ฉ. ไม่ให้โจทก์รับสินค้าไป โจทก์ได้วางหลักทรัพย์ค้ำประกันเท่าจำนวนอากรในพิกัดประเภทที่ ๗๓.๔๐ ฉ. และค่าปรับ โจทก์จึงสามารถรับสินค้าไปได้ สินค้าของโจทก์เป็นของที่ระบุชื่อและลักษณะไว้โดยชัดแจ้งในพิกัดประเภทที่ ๗๓.๑๕ ง. โจทก์ได้ชำระค่าภาษีอากรไว้ถูกต้องแล้ว ขอให้พิพากษาว่า การจัดเข้าอยู่ในพิกัดประเภทที่ ๗๓.๔๐ ฉ. เป็นการไม่ชอบให้ยกเลิกเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และคืนหลักทรัพย์ที่ค้ำประกัน
จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้โต้แย้งสิทธิโจทก์ โดยเจ้าหน้าที่ของจำเลยยังพิจารณาไม่เสร็จสิ้น และยังไม่ได้ออกแบบแจ้งการประเมินเรียกเก็บภาษีจากโจทก์ โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องและให้การต่อสู้ในเรื่องอื่น ๆ
ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า สินค้าที่โจทก์นำเข้าจัดอยู่ในพิกัดประเภทที่ ๗๓.๑๕ ง. ให้คืนหลักทรัพย์ที่ค้ำประกัน
จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ในปัญหาที่ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่นั้น พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๑๑๒ ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ในการกำหนดให้ผู้นำของเข้าวางเงินเพิ่มเติมเป็นประกันจนครบกำหนดเงินอากรสูงสุดที่อาจจะพึงต้องเสียสำหรับของนั้น ทั้งให้อำนาจอธิบดีประกาศจำนวนให้รับการค้ำประกันของกระทรวงการคลังหรือธนาคารแทนการวางเงินเพิ่มเติมเป็นประกันดังกล่าวโดยอาจกำหนดให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เห็นสมควรได้ สำหรับมาตรา๑๑๒ ทวิ วรรคหนึ่ง นั้นบัญญัติว่า ในกรณีที่มีการวางเงินประกันค่าอากรตามมาตรา ๑๑๒ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประเมินเงินอากรอันพึงต้องเสียและแจ้งให้ผู้นำของเข้าทราบแล้ว ผู้นำของเข้าต้องชำระเงินอากรตามจำนวนที่ได้รับแจ้งให้ครบถ้วนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ส่วนวรรคสองบัญญัติว่า ในกรณีที่มีการวางเงินประกันและเงินประกันที่วางไว้คุ้มค่าอากรที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินแล้วให้เก็บเงินประกันดังกล่าวเป็นค่าอากรตามจำนวนที่ประเมินได้ทันที สำหรับวรรคสามบัญญัติว่า ผู้นำของเข้าอาจอุทธรณ์การประเมินเงินอากรตามวรรคหนึ่งต่ออธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินโดยปฏิบัติตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด จะเห็นได้ว่า การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยให้โจทก์นำหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาวางเป็นประกันไว้ในคดีนี้นั้นเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา๑๑๒ ที่ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้นั่นเอง เมื่อปฏิบัติดังกล่าวแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมมีอำนาจประเมินเงินอากรที่โจทก์จะต้องเสีย และแจ้งให้โจทก์ทราบตามมาตรา ๑๑๒ ทวิ วรรคหนึ่ง ซึ่งหากโจทก์ไม่พอใจการประเมินดังกล่าว โจทก์ย่อมอุทธรณ์คัดค้านได้ตามมาตรา ๑๑๒ ทวิ วรรคสาม ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่เรียกประกันตามมาตรา ๑๑๒ หากศาลยินยอมให้โจทก์ฟ้องคดีได้ทันทีดังเช่นคดีนี้ซึ่งโจทก์จำเลยยอมรับข้อเท็จจริงกันว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยยังมิได้ประเมินอากรแจ้งให้โจทก์ชำระย่อมจะเป็นการตัดอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการที่จะประเมินเงินอากรตามมาตรา ๑๑๒ ทวิ วรรคหนึ่ง และตัดสิทธิของโจทก์ที่จะอุทธรณ์คัดค้านการประเมินดังกล่าวตามมาตรา ๑๑๒ ทวิวรรคสาม โดยสิ้นเชิง ศาลฎีกาเห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. ๒๔๖๙ มิได้มีเจตนารมณ์ให้ศาลตัดอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลย และตัดสิทธิของโจทก์เช่นนั้น นอกจากนี้ศาลฎีกายังเห็นอีกประการหนึ่งว่า เมื่อคดีนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยยังมิได้ประเมินเงินอากรและแจ้งให้โจทก์ชำระตามมาตรา ๑๑๒ ทวิ วรรคหนึ่งกรณียังไม่อาจถือได้ว่า จำเลยได้โต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์แล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ ได้ ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่น ๆ ต่อไป คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 509/2532
บริษัท เอส.เค. ดับบลิวสตีลส์โปรดัค ท์ จำกัด.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | ท์ จำกัด. - บริษัท เอส.เค. ดับบลิวสตีลส์โปรดัค |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · ประวิทย์ ขัมภรัตน์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา