⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1130/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1130/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การยื่นคำร้องต่อศาลที่มีข้อความเสียดสีศาล ถือเป็นการละเมิดอำนาจศาล แม้จะขอถอนคำร้องในภายหลังก็ตาม 2. การที่ทนายความไม่ได้ตรวจคำร้องก่อนยื่น ไม่เป็นเหตุยกเว้นความรับผิดของผู้ยื่นคำร้องฐานละเมิดอำนาจศาล 3. ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลไม่จำเป็นต้องเกิดจากการเตือนของศาลก่อน

ย่อคำพิพากษา

โจทก์เป็นผู้เรียงและพิมพ์คำร้องซึ่งมีข้อความเสียดสีศาลย่อมตระหนักในข้อความตามคำร้องเป็นอย่างดี จึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดตามเนื้อความในคำร้อง การที่ทนายความของโจทก์ไม่ได้ตรวจคำร้องก่อนที่โจทก์จะนำมายื่นต่อศาลไม่เป็นเหตุที่ยกขึ้นเป็นข้อแก้ตัวได้ และไม่อาจถือได้ว่าเป็นเรื่องผิดพลาดและผิดหลง การที่โจทก์ขอถอนคำร้องซึ่งมีข้อความเสียดสีศาล หาทำให้ข้อความตามคำร้องที่เป็นการละเมิดอำนาจศาลหมดไปโดยการถอนคำร้องไม่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 31(1) ไม่ได้บัญญัติว่าความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลจะต้องเป็นกรณีที่ศาลเตือนแล้วจึงจะถือว่ามีเจตนาละเมิดอำนาจศาล

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.11 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.31 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.33

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

กรณีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกบ้านซึ่งโจทก์เป็นผู้ครอบครองเพื่อแบ่งการครอบครองจากโจทก์และทำลายทรัพย์ของโจทก์ขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นมีใจความว่า คดีนี้ผู้รับผิดชอบสำนวนไม่ยอมบันทึกข้อความตามที่โจทก์เบิกความ แต่กลับบันทึกโดยนำไปตกแต่งเพิ่มเติม จนน่าจะเป็นการเบิกความเสียเองของศาลที่พยายามปั้นข้อเท็จจริงขึ้นใหม่และปกปิดความผิดของจำเลยตามฟ้องของโจทก์โดยไม่ยอมบันทึกข้อความที่เป็นประโยชน์แก่โจทก์ ทั้งคอยแต่จะขอเลื่อนคดีให้จำเลยจ้องแต่รักษาประโยชน์ให้แก่จำเลยอย่างนอกหน้าออกตาจนเป็นที่น่าเกลียด โจทก์มาฟ้องต่อศาลแพ่งซึ่งเป็นศาลสถิตยุติธรรม ผู้ทำหน้าที่จึงต้องรักษากิริยาอันดีทำตัวเป็นกลาง ไม่กลั่นแกล้งฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดและรักษาวินัยข้าราชการตุลาการกฎหมาย อย่างเคร่งครัด และจะต้องรักษาความยุติธรรม ถึงแม้จะรับราชการมานาน มีชั้นเชิงแพรวพราวแต่จะใช้ชั้นเชิงนั้นเพื่อมิให้เกิดความยุติธรรม โดยพยายามเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ โจทก์ขอคัดค้านผู้รับผิดชอบสำนวนตามมาตรา ๑๑ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของโจทก์แล้วเห็นว่า ข้อความที่โจทก์กล่าวไว้ในคำร้องเป็นข้อความที่ฟุ่มเฟือย เสียดสีศาลถือได้ว่าเป็นการละเมิดอำนาจศาลตามมาตรา ๓๑(๑) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ย่อมมีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ในฐานที่ประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลให้ลงโทษจำคุกโจทก์มีกำหนด ๖ เดือน และปรับ ๕๐๐ บาทให้รอการลงโทษจำคุกโจทก์ไว้มีกำหนด ๒ ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า คำร้องของโจทก์ที่ก่อให้เกิดปัญหานี้ไม่ได้ผ่านการตรวจจากทนายความของโจทก์เป็นเรื่องผิดพลาดหรือผิดหลงจึงไม่เป็นความผิดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๑(๑) นั้น เห็นว่าโจทก์เป็นผู้เรียงและพิมพ์คำร้องเอง ย่อมตระหนักในข้อความตามคำร้องเป็นอย่างดี จึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดตามเนื้อความในคำร้อง การที่ทนายความของโจทก์ไม่ได้ตรวจคำร้องเสียก่อนที่โจทก์จะนำมายื่นต่อศาลชั้นต้นไม่เป็นเหตุที่ยกขึ้นเป็นข้อแก้ตัวได้ และไม่อาจถือได้ว่าเป็นเรื่องผิดพลาดและหลงผิดแต่อย่างใดสำหรับฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์เพิกถอนคำร้องอันเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาแล้วในทันที กรณีจึงเป็นยุติเพราะศาลชั้นต้นอนุญาตแล้วเห็นว่า การที่โจทก์ขอถอนคำร้องดังกล่าวหาทำให้ข้อความตามคำร้องที่เป็นการละเมิดอำนาจศาลหมดไปโดยการถอนคำร้องไม่ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๑(๑) ต้องเป็นกรณีที่ศาลเตือนแล้ว แต่ยังคงดื้อรั้นประพฤติต่อไปอีกตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๕/๒๕๑๔ ระหว่างนายอุดม เจริญพัฒน์ โจทก์ร้อยตำรวจเอกผล พิทักษ์ถิ่น กับพวก จำเลย นั้น เห็นว่าคำพิพากษาฎีกาดังกล่าวมิได้วินิจฉัยว่าความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๑(๑) ต้องเป็นกรณีที่ศาลเตือนแล้ว จึงจะถือว่ามีเจตนาละเมิดอำนาจศาลดังที่โจทก์อ้าง ความผิดตามกฎหมายมาตราดังกล่าวไม่ได้บัญญัติไว้กับทั้งไม่อาจตีความได้ว่า ที่จะเป็นความผิดก็ต่อเมื่อศาลเตือนแล้วแต่ยังคงกระทำต่อไปอีก ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1130/2533 นายสุจิณ เลาหวัฒนะ โจทก์ มูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสุจิณ เลาหวัฒนะ · จำเลย - มูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เคียง บุญเพิ่ม · พินิจ ฉิมพาลี · มีพาศน์ โปตระนันทน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายชวลิต ศรีสง่า · ศาลอุทธรณ์ - นายนำชัย สุนทรพินิจกิจ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4681-4682/2528ฎีกา 2916/2522ฎีกา 7988/2551ฎีกา 9134/2551ฎีกา 3016/2522ฎีกา 5100/2543ฎีกา 1858/2548ฎีกา 4102/2549ฎีกา 1882/2515ฎีกา 12413/2547ฎีกา 4113/2532ฎีกา 2695-2696/2527ฎีกา 4498/2546ฎีกา 195/2497ฎีกา 1018/2510ฎีกา 1120/2539ฎีกา 4006/2543ฎีกา 2678/2529ฎีกา 2962/2547ฎีกา 1316/2519ฎีกา 1248/2535ฎีกา 3471/2524ฎีกา 7/2543ฎีกา 1286/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา