⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3053/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3053/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การย้ายภูมิลำเนาต้องแสดงเจตนาที่จะเปลี่ยนภูมิลำเนาอย่างแท้จริง การแจ้งย้ายออกจากที่อยู่เดิมโดยไม่มีการแจ้งย้ายเข้าที่อยู่ใหม่ และการแจ้งย้ายเฉพาะตนเองโดยไม่แจ้งย้ายครอบครัว อาจถือได้ว่าไม่มีเจตนาเปลี่ยนภูมิลำเนา 2. ข้อตกลงในสัญญากู้ที่ให้คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดตกเป็นโมฆะ แต่เจ้าหนี้ยังมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตามกฎหมายกรณีผิดนัด

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยแจ้งย้ายออกจากบ้านเดิมที่จังหวัดบุรีรัมย์แล้วไม่แจ้งแย้งเข้าบ้านตามที่แจ้งไว้ในกรุงเทพมหานคร จึงไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยไปอยู่ที่ใด ทั้งยังได้ความว่า จำเลยแจ้งย้ายออกเฉพาะตัวจำเลยคนเดียว มิได้แจ้งย้ายครอบครัวไปด้วย แสดงว่าไม่มีเจตนาย้ายถิ่นที่อยู่ และจงใจจะเปลี่ยนภูมิลำเนา ต้องถือว่าจำเลยมีภูมิลำเนาครั้งสุดท้ายอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดบุรีรัมย์ โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์ได้ แม้ข้อตกลงในสัญญากู้ที่ให้โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดจะตกเป็นโมฆะมีผลให้โจทก์หมดสิทธิที่จะเรียกดอกเบี้ยตามสัญญาได้ก็ตาม แต่เมื่อเป็นหนี้เงินซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ให้คิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดได้ร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี โจทก์จึงมีสิทธิที่จะได้ดอกเบี้ยตามบทกฎหมายดังกล่าว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.4 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.44 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.48 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.654

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๒๘ จำเลยได้กู้เงินจากโจทก์จำนวน ๗๙,๐๐๐ บาท กำหนดชำระคืนวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๒๘ ครบกำหนดจำเลยไม่ชำระขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๗๙,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันที่ ๒๒ มิถุนายน๒๕๒๘ ถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๑,๕๒๕.๘๙ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น๘๐,๕๒๕.๘๙ บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน๗๙,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยไม่ได้กู้เงินโจทก์ ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีขัดต่อกฎหมายตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีสิทธิจะเรียกดอกเบี้ยและสัญญากู้ท้ายฟ้องมิได้ปิดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องตามกฎหมายจะนำมาฟ้องร้องไม่ได้ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้โจทก์จำนวน ๗๙,๐๐๐ บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ ๒๒พฤษภาคม ๒๕๒๘ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน ๗๙,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๒๘ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยได้แจ้งย้ายภูมิลำเนาจากบ้านเลขที่ ๑๐๙ หมู่ ๑ ตำบลและอำเภอพุทพชไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ไปอยู่บ้านเลขที่ ๓/๑๒๙๓ ตำบลคลองถนน อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานครตั้งแต่วันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๒๘ โจทก์ฟ้องวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๒๘หลังจากจำเลยย้ายภูมิลำเนา ๑ เดือน จึงถือได้ว่า จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจศาลแพ่ง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์นั้น ได้ความว่า ทนายโจทก์ไปยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนท้องถิ่นเขตบางเขนขอคัดสำเนาทะเบียนบ้านดังกล่าวปรากฏว่าเจ้าหน้าที่หาเลขที่บ้าน ๓/๑๒๙๓ ตำบลคลองถนน อำเภอบางเขนกรุงเทพมหานคร ที่จำเลยแจ้งประสงค์จะย้ายเข้าไปไม่พบ ทนายโจทก์จึงขอคัดสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ ๓/๑๑๙๓/ หมู่ ๖ ตำบลคลองสานอำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ซึ่งโจทก์ทราบจากนายสมชาย มันตาเสรีบุตรจำเลย ปรากฏว่าเป็นบ้านของนางสาววรรษมน มันตาเสรี บุตรสาวของจำเลย แต่ไม่มีชื่อจำเลยย้ายเข้า ซึ่งนายทะเบียนท้องถิ่นรับรองสำเนาเมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๒๘ เห็นว่า จำเลยแจ้งย้ายออกจากบ้านเดิมที่จังหวัดบุรีรัมย์แล้วไม่แจ้งย้ายเข้าบ้านที่แจ้งไว้ในกรุงเทพมหานคร จึงไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยไปอยู่ที่ใดทั้งยังได้ความว่า จำเลยแจ้งย้ายออกเฉพาะตัวจำเลยคนเดียวมิได้แจ้งย้ายครอบครัวไปด้วย แสดงว่าไม่มีเจตนาย้ายถิ่นที่อยู่ และจงใจจะเปลี่ยนภูมิลำเนา ต้องถือว่าจำเลยมีภูมิลำเนาครั้งสุดท้ายอยู่ที่บ้านเลขที่ ๑๐๙ หมู่ ๑ ตำบลพุทไธสง อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอศาลจังหวัดบุรีรัมย์ โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลดังกล่าวได้ จำเลยฎีกาว่า ข้อตกลงในสัญญากู้ที่ให้โจทก์คิดดอกเบี้ยเมื่อจำเลยผิดนัดในอัตราสูงสุดของธนาคารเป็นโมฆะเพราะอัตราดอกเบี้ยของธนาคารสูงกว่าร้อยละสิบห้าต่อปีที่เอกชนผู้ให้กู้จะเรียกร้องเอาได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยเลยนั้น เห็นว่า แม้ข้อตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ข้อกำหนดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ มีผลให้โจทก์หมดสิทธิที่จะเรียกดอกเบี้ยตามสัญญาได้ก็ตาม แต่เมื่อเป็นหนี้เงินซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๒๒๔ ให้คิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดได้ร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีโจทก์จึงมีสิทธิที่จะได้ดอกเบี้ยตามบทกฎหมายดังกล่าว พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3053/2533 นายพรศักดิ์ สามัตถิยดีกุล โจทก์ นายไพรสันต์ มันตาเสรี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายพรศักดิ์ สามัตถิยดีกุล · จำเลย - นายไพรสันต์ มันตาเสรี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พนม พ่วงภิญโญ · จองทรัพย์ เที่ยงธรรม · อุดม มั่งมีดี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ - นายทวีศักดิ์ ทองภักดี · ศาลอุทธรณ์ - นายโสภณ จันเทรมะ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2109/2530ฎีกา 2453/2523ฎีกา 1725/2513ฎีกา 4872/2533ฎีกา 9516/2542ฎีกา 3421/2525ฎีกา 3609/2531ฎีกา 5348/2545ฎีกา 764/2516ฎีกา 1555/2527ฎีกา 5385/2538ฎีกา 8506/2551ฎีกา 416/2535ฎีกา 621/2543ฎีกา 3789/2528ฎีกา 2476/2537ฎีกา 4918/2548ฎีกา 1919/2529ฎีกา 5655-5751/2543ฎีกา 2864-2865/2519ฎีกา 1180/2540ฎีกา 4543/2542ฎีกา 2055/2554ฎีกา 1556/2509
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา