⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3262/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3262/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
จำเลยต้องกล่าวข้อเท็จจริงเป็นข้อต่อสู้ให้ชัดแจ้งในคำให้การ หากคำให้การไม่ชัดแจ้ง ศาลจะวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ไม่ได้กล่าวอ้างในคำให้การไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

ในคดีแรงงาน กรณีที่จำเลยยื่นคำให้การเป็นหนังสือ จำเลยต้องกล่าวข้อเท็จจริงเป็นข้อต่อสู้ให้ชัดแจ้งในคำให้การ คำให้การของจำเลยที่ให้การถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างว่า "การปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ได้ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานและจงใจขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างมาโดยตลอด ..." นั้นมิได้อ้างเหตุแห่งการปฏิเสธว่า โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับและจงใจขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายในเรื่องใดและเมื่อใด ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลาง ฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ไม่ออกปฏิบัติงานตามหมายกำหนดเดินทางออกต่างจังหวัดตามที่จำเลยที่ 1 กำหนด และโจทก์ทำยอดขายไม่ได้ตามที่ตกลงไว้กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นการฟังข้อเท็จจริงที่มิได้มีปรากฏในคำให้การ เมื่อศาลแรงงานกลางนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาเป็นเหตุแห่งการเลิกจ้างแล้ววินิจฉัยว่าไม่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นเมื่อเหตุแห่งการเลิกจ้างที่ศาลแรงงานกลางยกขึ้นวินิจฉัยไม่อาจนำมาอ้างเป็นเหตุแห่งการเลิกจ้างได้ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุจะอ้างได้ตามกฎหมาย และเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจะเป็นจำนวนเท่าใดนั้น เป็นข้อเท็จจริง เมื่อศาลแรงงานกลาง ยังมิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยก่อน จำเลยจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงระหว่างเดินทางไปขายสินค้าตามจังหวัดต่าง ๆ แก่โจทก์โดยสม่ำเสมอพร้อมกับเงินเดือน จึงเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน เบี้ยเลี้ยงดังกล่าวจึงเป็นค่าจ้างตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 2

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.583 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.31 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.49

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๒๙ จำเลยที่ ๑ จ้างโจทก์เป็นลูกจ้างประจำตำแหน่งพนักงานขายสินค้าต่างจังหวัด ได้รับค่าจ้างเดือนละ ๓,๕๐๐ บาท และเบี้ยเลี้ยงระหว่างเดินทางไปขายสินค้าตามจังหวัดต่าง ๆ ประมาณ ๒๕ วันต่อเดือน เดือนละ ๘,๕๐๐ บาท รวมเป็นรายได้ประจำเดือนละ ๑๒,๐๐๐ บาท ในการเข้าทำงานดังกล่าว โจทก์ได้นำโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๒๑๗ ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานครมอบให้จำเลยที่ ๑ ไว้เป็นการค้ำประกัน ต่อมาวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๓๑ จำเลยที่ ๑ เลิกจ้างโจทก์โดยกลั่นแกล้งใส่ความโจทก์และไม่บอกกล่าวล่วงหน้า เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหาย พร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๒๑๗ ดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การและจำเลยที่ ๑ ฟ้องแย้งว่า เหตุที่จำเลยที่๑ เลิกจ้างโจทก์ เนื่องจากโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ เบียดบังเงินที่เก็บจากลูกค้าของจำเลยที่ ๑ ไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว และปลอมเอกสาร โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานและจงใจขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างมาโดยตลอด จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหาย จำนวนค่าจ้างที่โจทก์นำมาเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้นไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ก่อนออกจากงาน โจทก์เป็นหนี้จำเลยที่ ๑จำนวน ๔,๐๐๐ บาท และในการเข้าทำงาน จำเลยที่ ๑ ได้มอบกระเป๋าหนังราคา ๒,๐๐๐ บาทแก่โจทก์ไปยืมใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องส่งมอบคืนแก่จำเลยที่ ๑ รวมเป็นเงินที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยที่ ๑ จำนวน ๖,๐๐๐ บาท และดอกเบี้ยถึงวันฟ้องแย้งอีก ๓๐๐ บาทขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ใช้เงิน ๖,๓๐๐ บาทแก่จำเลยที่ ๑ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน ๖,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์เป็นเงิน ๓๒,๐๐๐ บาท (หักด้วยหนี้เงิน ๔,๐๐๐ บาทแล้ว)พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองคืนโฉนดเลขที่ ๔๒๑๗ ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ คำขออื่นทั้งสองฝ่ายนอกจากนี้ให้ยกเสีย โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์อุทธรณ์ว่า ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยข้อเท็จจริงในเรื่องเลิกจ้างไม่เป็นธรรมนั้น เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นในคำให้การเห็นว่ากรณีที่จำเลยยื่นคำให้การเป็นหนังสือ จำเลยจะต้องกล่าวข้อเท็จจริงเป็นข้อต่อสู้ให้ชัดแจ้งในคำให้การ แต่คำให้การของจำเลยที่ให้การถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างว่า"การปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ได้ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานและจงใจขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างมาโดยตลอด..." นั้น มิได้อ้างเหตุแห่งการปฏิเสธว่า โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับและจงใจขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายในเรื่องใดและเมื่อใด ดังนั้นการที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่ออกปฏิบัติงานตามหมายกำหนดเดินทางออกต่างจังหวัดตามที่จำเลยที่ ๑ กำหนด และโจทก์ทำยอดขายไม่ได้ตามที่ตกลงไว้กับจำเลยที่ ๑ นั้น จึงเป็นการฟังข้อเท็จจริงที่มิได้มีปรากฏในคำให้การ เมื่อศาลแรงงานกลางนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาเป็นเหตุแห่งการเลิกจ้างแล้ววินิจฉัยว่าไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จึงวินิจฉัยนอกประเด็น เป็นการไม่ชอบ เมื่อเหตุแห่งการเลิกจ้างที่ศาลแรงงานกลางยกขึ้นมาวินิจฉัย ไม่อาจจะนำมาอ้างเป็นเหตุแห่งการเลิกจ้างได้ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุจะอ้างได้ตามกฎหมาย และเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนจำนวนเงินต่าง ๆ ที่โจทก์เรียกร้องมารวมทั้งค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจะเป็นเท่าใดนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางยังมิได้วินิจฉัยเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาในปัญหาดังกล่าวต่อไป ส่วนจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า จะนำเงินเบี้ยเลี้ยงจำนวนแ ๘,๕๐๐บาท มาคิดเป็นค่าจ้างไม่ได้ และเงินจำนวนนี้เมื่อใช้จ่ายไปแล้วจะเหลือเดือนละประมาณ ๔๐๐ บาท เห็นว่า จำเลยทั้งสองยอมรับข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางฟังมาแล้วว่า เงินจำนวนนี้จำเลยที่ ๑ จ่ายให้โจทก์โดยสม่ำเสมอพร้อมกับเงินเดือน จึงเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน อันอยู่ในความหมายของคำว่าค่าจ้างตามที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ ๒ ซึ่งถือเอาวิธีการจ่ายเงินและเงินหรือสิ่งของเป็นสำคัญว่าเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงานหรือไม่เท่านั้น มาเป็นหลักในการพิจารณาว่าเป็นค่าจ้างหรือไม่ มิใช่จะต้องพิจารณาว่าลูกจ้างใช้จ่ายเงินนั้นเหลือเท่าใดจึงจะถือว่าส่วนที่เหลือเป็นค่าจ้าง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนที่เกี่ยวกับการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาปัญหาเรื่องค่าเสียหายในการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3262/2533 นายบริบูรณ์ ทิพยทัศน์ โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดโรงงานเภสัชกรรม เค.บี. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายบริบูรณ์ ทิพยทัศน์ · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัดโรงงานเภสัชกรรม เค.บี. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุดม เฟื่องฟุ้ง · เคียง บุญเพิ่ม · ปรีชา ธนานันท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายฤทธิไกร สายเกษ · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2909/2524ฎีกา 2893/2540ฎีกา 2749/2538ฎีกา 280/2530ฎีกา 4715/2542ฎีกา 2076/2542ฎีกา 4359/2540ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 4838/2548ฎีกา 685/2550ฎีกา 4637/2567ฎีกา 1968/2533ฎีกา 2328/2533ฎีกา 1415/2540ฎีกา 7903/2568ฎีกา 8875/2542ฎีกา 5086/2537ฎีกา 5272/2544ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 8108/2542ฎีกา 1765/2492ฎีกา 859/2527
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา