⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3303/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3303/2533

ป.พ.พ. ม.406, 1336 · ป.วิ.แพ่ง ม.183

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลได้รับเงินไปโดยสำคัญผิดว่าเป็นการจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน แต่ต่อมาศาลพิพากษาว่าเป็นเงินประเภทอื่นที่ไม่ใช่ค่าชดเชย ถือเป็นการรับเงินไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเงินคืนตามหลักลาภมิควรได้.

ย่อคำพิพากษา

ฟ้องโจทก์บรรยายว่า การที่จำเลยรับเงินจำนวน 14,840 บาทไปจากโจทก์โดยที่โจทก์ได้จ่ายไปโดยสำคัญผิดคิดว่าเป็นการจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน แต่ครั้นเมื่อศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาว่าเป็นเงินประเภทอื่นไม่ใช่ค่าชดเชย โจทก์จึงชอบที่จะจ่ายเงินกองทุนสงเคราะห์เท่ากับเงินเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงานเท่านั้น เป็นเรื่องที่จำเลยได้รับเงินไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 14,840 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยคำบรรยายฟ้องของโจทก์เช่นนี้เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินกองทุนสงเคราะห์ เนื่องจากจำเลยได้รับเงินที่โจทก์จ่ายให้ไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบซึ่งเป็นเรื่องลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 มิใช่เรื่องโจทก์เรียกทรัพย์คืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.406 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1336 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.31

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.406 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1336 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้รับเงินจำนวน 14,840 บาทไปจากโจทก์โดยที่โจทก์จ่ายไปโดยสำคัญผิดว่า เป็นการจ่ายชดเชยตามกฎหมายแรงงานด้วย แต่เมื่อศาลฎีกาพิพากษาว่าเป็นเงินประเภทอื่นไม่ใช่ค่าชดเชยโจทก์จึงชอบที่จะจ่ายเงินกองทุนสงเคราะห์เท่ากับเงินเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงานเท่านั้น เป็นเรื่องที่จำเลยได้รับเงินไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบโจทก์จึงมีสิทธิติดตามเรียกเอาทรัพย์ดังกล่าวคืนได้ จึงขอให้บังคับจำเลยคืนเงินจำนวน 14,840 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน 14,840 บาท นับแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2532 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ได้จ่ายเงินตามข้อบังคับการประปาส่วนภูมิภาคว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์ พ.ศ. 2523 เพิ่มให้แก่จำเลยอีก 14,840 บาท เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2527 เพื่อให้จำเลยได้รับเงินสงเคราะห์เท่ากับค่าชดเชยที่กำหนดไว้ในข้อบังคับการจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่ถูกต้องชอบด้วยข้อบังคับและกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกคืนจากจำเลยอีก จำเลยได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2527 โดยสุจริตเป็นเวลา 5 ปีเศษ และจำเลยได้จ่ายเงินนั้นไปเป็นค่าครองชีพอันสมควรแก่ฐานะหมดสิ้นไปแล้ว ขอให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นผู้ที่รับเงินลาภมิควรได้โดยสุจริตปรากฏว่าจำเลยได้รับเงินจำนวนดังกล่าวจากโจทก์ไปเมื่อวันที่ 5 มิถุนาย 2527 เมื่อนับถึงวันที่โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระคืนเป็นเวลาเกือบ 5 ปี น่าเชื่อว่าจำเลยได้ใช้เงินจำนวนดังกล่าวไปหมดแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องคืนให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 412 พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์อุทธรณ์ข้อแรกว่าตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินกองทุนสงเคราะห์คืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 เพราะจำเลยได้รับเงินกองทุนสงเคราะห์จากโจทก์เกินไป 14,840 บาท โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินในฐานลาภมิควรได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าเป็นเรื่องลาภมิควรได้จึงเป็นการวินิจฉัยไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวน และพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องนั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามคำฟ้องข้อ 4 ของโจทก์ได้บรรยายไว้เป็นใจความว่า การที่จำเลยรับเงินจำนวน 14,840 บาท ไปจากโจทก์โดยที่โจทก์ได้จ่ายไปโดยสำคัญผิดคิดว่าเป็นการจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน แต่ครั้นเมื่อศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาว่าเป็นเงินประเภทอื่นไม่ใช่ค่าชดเชย โจทก์จึงชอบที่จะจ่ายเงินกองทุนสงเคราะห์เท่ากับเงินเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงานเท่านั้น เป็นเรื่องที่จำเลยได้รับเงินไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 14,840 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จากคำบรรยายฟ้องของโจทก์ดังกล่าว จะเห็นได้โดยแจ้งชัดว่าเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินกองทุนสงเคราะห์เนื่องจากจำเลยได้รับเงินที่โจทก์จ่ายให้ไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ ซึ่งเป็นเรื่องลาภมิควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 นั่นเอง หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์เรียกทรัพย์คืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336ดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ ดังนั้นคำวินิจฉัยของศาลแรงงานดังกล่าวจึงตรงกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนและคำฟ้องของโจทก์แล้วอุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ข้อต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นการได้รับชำระหนี้โดยไม่สุจริต เพราะจำเลยรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินจำนวน 14,840 บาท จากโจทก์ นั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่าอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังยุติแล้วว่า จำเลยรับเงินไว้โดยสุจริตเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่าจำเลยจะต้องคืนเงินแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 412จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3303/2533 การประปาส่วนภูมิภาค โจทก์ นาย เฉลียว จันทร ทรัพย์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - การประปาส่วนภูมิภาค · จำเลย - นาย เฉลียว จันทร ทรัพย์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นำชัย สุนทรพินิจกิจ · ศักดา โมกขมรรคกุล · อุดม เฟื่องฟุ้ง
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1424/2531ฎีกา 1025/2487ฎีกา 789/2515ฎีกา 364/2536ฎีกา 8099/2543ฎีกา 8099/2544ฎีกา 2273/2548ฎีกา 1658/2513ฎีกา 3113/2554ฎีกา 3674/2527ฎีกา 5615/2537ฎีกา 301/2520ฎีกา 6190/2540ฎีกา 3053/2523ฎีกา 5319/2539ฎีกา 6100/2541ฎีกา 2058/2520ฎีกา 658-660/2505ฎีกา 2074/2529ฎีกา 2958/2538ฎีกา 1545/2552ฎีกา 418-419/2518ฎีกา 537/2540ฎีกา 5101/2550
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ