⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3442/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3442/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การหรือขาดนัดพิจารณา ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยอาศัยเหตุแต่เพียงว่าจำเลยขาดนัดไม่ได้ แต่จะต้องวินิจฉัยให้ได้ความว่าข้ออ้างของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย หากสัญญาเงินกู้ปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วน จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

แม้จำเลยที่ 1 จะขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลก็พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยอาศัยเหตุแต่เพียงว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดไม่ได้ แต่จะต้องพิจารณาให้ได้ความว่าข้ออ้างของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 205ข้ออ้างตามฟ้องคดีนี้ของโจทก์คือ จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์เกินกว่าห้าสิบบาทซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 โจทก์จะต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อจำเลยที่ 1 เป็นสำคัญจึงจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ เมื่อปรากฏว่า สัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วน ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 โจทก์จึงไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมมาฟ้องร้องจำเลยที่ 1 ได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้กู้ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันย่อมไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.205 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.653 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.680 ประมวลรัษฎากร ม.118

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ผู้กู้และจำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกัน ร่วมกันชำระเงิน ๔๒,๑๒๓ บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๓๕,๕๐๐ บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน ๓๕,๕๐๐บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๕ ตุลาคม๒๕๒๘ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในคดีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณานั้น ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยอาศัยเหตุแต่เพียงว่า จำเลยขาดนัดนั้นไม่ได้ ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความว่าข้ออ้างของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๕ ข้ออ้างของโจทก์สำหรับคดีนี้คือการกู้ยืม ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความว่าจำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินโจทก์หรือไม่ การกู้ยืมเงินตามที่โจทก์อ้างเป็นการกู้ยืมเงินเกินกว่าห้าสิบบาท โจทก์จะฟ้องร้องให้บังคับคดีจำเลยที่ ๑ ได้ โจทก์จะต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อจำเลยที่ ๑ มาแสดงต่อศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๓ และถ้าหลักฐานดังกล่าวเป็นสัญญากู้ยืมก็จะต้องอยู่ภายใต้บังคับตามประมวลรัษฎากรว่าจะต้องปิดอากรแสตมป์ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด โดยถือจำนวนเงินที่กู้ยืมเป็นเกณฑ์คำนวณ คือปิดอากรแสตมป์ราคา ๑ บาท ทุกจำนวนเงินกู้ ๒,๐๐๐ บาท ตามอัตราดังกล่าว สัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องจะต้องปิดอากรแสตมป์จำนวน ๔๐ บาท แต่ปิดอากรแสตมป์มาเพียง ๑๐ บาทจึงไม่บริบูรณ์ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดอันต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา ๑๑๘ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งห้ามมิให้ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง โจทก์จึงไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมมาฟ้องร้องบังคับจำเลยที่ ๑ ได้ และเมื่อจำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันก็ไม่ต้องรับผิดด้วย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3442/2533 นายเที่ยง อมรินทร์รัตน์ โจทก์ นายเติม ทรัพย์โภคี กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเที่ยง อมรินทร์รัตน์ · จำเลย - นายเติม ทรัพย์โภคี กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิทวัส อยู่วัฒนา · บุญส่ง วรรณกลาง · ตัน เวทไว
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสมุทรสาคร - นายนึก หนูเจริญ · ศาลอุทธรณ์ - นายสมคิด ไตรโสรัส
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6938/2539ฎีกา 1452/2511ฎีกา 231/2482ฎีกา 170/2546ฎีกา 2721/2548ฎีกา 1800/2511ฎีกา 272/2490ฎีกา 3219/2534ฎีกา 199/2537ฎีกา 1578/2493ฎีกา 8732/2549ฎีกา 2423/2550ฎีกา 275/2487ฎีกา 978/2510ฎีกา 794/2509ฎีกา 4473/2541ฎีกา 1896/2492ฎีกา 612-615/2519ฎีกา 991/2548ฎีกา 2657/2534ฎีกา 306/2506ฎีกา 2356/2534ฎีกา 1940/2535ฎีกา 85/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา