⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5241/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5241/2533

ป.พ.พ. ม.702, 703, 705 ฯลฯ · ป.วิ.แพ่ง ม.142, 246

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การจำนองที่ดินมี น.ส.3 เป็นหลักฐานโดยชอบด้วยกฎหมาย ยังคงมีผลผูกพันแม้ผู้ร้องจะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นในภายหลังโดยสุจริตก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

ผู้ร้องมิได้อุทธรณ์ว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นคนละแปลงกับที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 408 ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังเป็นยุติตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 408 ที่โจทก์เป็นผู้รับจำนองและนำยึดไว้การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงของผู้ร้องเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตาม น.ส.3เลขที่ 408 จึงเป็นการมิชอบ ที่ดินพิพาทมีโฉนดของผู้ร้องเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน น.ส.3เลขที่ 408 ซึ่งโจทก์เป็นผู้รับจำนองไว้โดยชอบในขณะที่มี น.ส.3เป็นหลักฐานโดยมีชื่อผู้จำนองเป็นเจ้าของ การจำนองยังไม่ระงับสิ้นไปโจทก์ยังคงมีสิทธิบังคับจำนองเอากับที่ดินทั้งสองแปลงได้ตาม ป.พ.พ.มาตรา 744 และ 702 วรรคสอง การที่ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในภายหลังแม้จะได้มาโดยสุจริตก็ไม่ทำให้สิทธิของโจทก์ที่มีอยู่เดิมเสียไป.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.246 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.702 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.703 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.705 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.716 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.717 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.744

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.246 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.702 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.703 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองในฐานะทายาทผู้รับมรดกของนายสิง สินทิพลา ผู้วายชนม์ ร่วมกันชำระหนี้จากกองมรดกให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระก็ให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๔๐๘ พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่นายสิง สินทิพลา ผู้วายชนม์ จำนองค้ำประกันลูกหนี้ของโจทก์ไว้ออกขายทอดตลาด นำเงินชำระหนี้ให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ ๔๐๘ พร้อมบ้านเลขที่ ๓๔๑/๕ ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินดังกล่าว ผู้ร้องขัดทรัพย์ยื่นคำร้องว่า ทรัพย์ที่โจทก์นำยึดเป็นที่ดินตามโฉนดที่ ๒๐๖๘๘ และโฉนดที่ ๒๔๙๘๗ มิใช่ทรัพย์ของจำเลย ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์โดยการซื้อมาจากผู้จัดการมรดกและเข้าครอบครองทำประโยชน์ด้วยความสงบ โดยเปิดเผยตลอดมา ขอศาลปล่อยทรัพย์ที่ยึด โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านว่า โจทก์นำยึดที่ดินพิพาทโดยสุจริตไม่ทราบว่าที่ดินพิพาทที่โจทก์นำยึดนี้เป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินของผู้ร้องตามโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับที่ผู้ร้องกล่าวอ้างหรือไม่ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกคำร้องขัดทรัพย์ ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ปล่อยที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๔๙๘๗ และ๒๐๖๘๘ ของผู้ร้องที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าที่ดินของผู้ร้องทั้งสองแปลงเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน น.ส.๓ เลขที่๔๐๘ หมู่ที่ ๑ เล่ม ๓ หน้า ๗๔ ตำบลหนองบัว อำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานี ซึ่งโจทก์เป็นผู้รับจำนองไว้ ผู้ร้องซื้อมาโดยสุจริต ไม่ทราบถึงการจำนองดังกล่าว ผู้ร้องย่อมได้กรรมสิทธิ์แต่โจทก์ผู้รับจำนองก็ไม่เสียสิทธิที่จะบังคับจำนอง ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิที่จะร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดได้ ผู้ร้องอุทธรณ์ว่าโจทก์กับเจ้าพนักงานที่ดินต่างประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงกระทำต่อผู้ร้องโดยผิดกฎหมาย เพื่อให้ภาระจำนองตกอยู่กับผู้ร้องซึ่งต้องร่วมกันรับผิดชอบผู้ร้องย่อมไม่ต้องรับผิดชอบในภาระจำนองกับโจทก์ ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาปล่อยทรัพย์ที่โจทก์นำยึด ผู้ร้องมิได้อุทธรณ์ว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินตาม น.ส.๓ เลขที่ ๔๐๘ ดังนั้นข้อเท็จจริงจึงต้องฟังเป็นยุติตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน น.ส.๓ เลขที่ ๔๐๘ ที่โจทก์เป็นผู้รับจำนองและนำยึดไว้ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าที่ดินทั้งสองแปลงของผู้ร้องเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตาม น.ส.๓ เลขที่ ๔๐๘แล้วพิพากษาให้ปล่อยที่ดินทั้งสองแปลงที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้จึงเป็นการมิชอบ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ยังคงมีสิทธิตามกฎหมายในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองในอันที่จะบังคับจำนองเอาจากที่ดินพิพาททั้งสองแปลงซึ่งเป็นที่ดินมีโฉนดที่ดินของผู้ร้องเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน น.ส.๓ เลขที่ ๔๐๘ ซึ่งโจทก์เป็นผู้รับจำนองไว้โดยชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่วันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๑๒ ในขณะที่ที่ดินยังมี น.ส.๓ เป็นหลักฐาน มีชื่อนายสิงหรือสิงห์เป็นเจ้าของ การจำนองจึงยังคงมีอยู่ยังไม่ระงับสิ้นไป โจทก์ยังคงมีสิทธิที่จะบังคับจำนองเอากับที่ดินทั้งสองแปลงของผู้ร้องได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๔๔ และมาตรา ๗๐๒ วรรคสองการที่ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงมาภายหลังจากที่โจทก์ได้รับจำนองไว้แล้ว แม้จะได้มาโดยสุจริตก็หาทำให้สิทธิของโจทก์ที่มีอยู่เดิมเสียไปไม่ พิพากษากลับให้ยกคำร้อง. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5241/2533 ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด โจทก์ นางสายทอง สังฆธรรม ผู้ร้อง นางบัว สินทิพลา กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด · ผู้ร้อง - นางสายทอง สังฆธรรม · จำเลย - นางบัว สินทิพลา กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ · มงคล เปาอินทร์ · ครีภูมิ สุวรรณโรจน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดอุดรธานี - นายสินทร สิงห์นิมิตตระกูล · ศาลอุทธรณ์ - นายสุทธิ นิชโรจน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 1536/2500ฎีกา 2834/2527ฎีกา 7903/2568ฎีกา 3231/2557ฎีกา 3099/2524ฎีกา 1079/2497ฎีกา 2572/2541ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 5423/2553ฎีกา 2170/2517ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 377/2500ฎีกา 2610/2538ฎีกา 805/2506ฎีกา 2791/2546ฎีกา 5494/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา