⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5911/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5911/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าโจทก์ซื้อทรัพย์สินโดยไม่สุจริต ถือเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามฎีกาตามกฎหมาย.

ย่อคำพิพากษา

กรณีโจทก์ฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากตึกแถวพิพาทอันมีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละห้าพันบาท จำเลยมิได้กล่าวแก้ เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์หรือมิได้ยกข้อโต้เถียงในเรื่องแปลความหมายแห่งข้อความในสัญญาที่ก่อให้เกิดสิทธิอยู่ในตึกแถวพิพาทที่ฟ้อง เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าเจ้าของตึกแถวพิพาทเดิม กับจำเลยมีสัญญาต่างตอบแทนและโจทก์ซื้อตึกแถวพิพาทโดยไม่สุจริตให้ยกฟ้องโจทก์ ดังนั้น การที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่รู้มาก่อนซื้อตึกแถวพิพาทว่าเจ้าของตึกแถวพิพาทเดิม กับจำเลยมีสัญญาต่างตอบแทนและโจทก์ซื้อตึกแถวพิพาทโดยสุจริต เป็นการโต้แย้งดุลพินิจ ในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลล่างทั้งสอง เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสองวรรคสาม.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.248 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.538

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาพิพากษาโดยเรียกจำเลยในสำนวนที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องเป็นใจความว่า โจทก์ได้ซื้อที่ดินและตึกแถวเลขที่ 11/20, 11/22 และ 11/23 จากนางสุขทิพย์กับพวกตึกแถวดังกล่าวมีจำเลยทั้งสามและบริวารอาศัยอยู่โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเช่าแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย โจทก์ไม่ประสงค์จะให้เช่าอีกต่อไป ขอให้จำเลยทั้งสามขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกแถวของโจทก์ ให้จำเลยแต่ละคนชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามสำนวนให้การว่า โจทก์มิได้ซื้อที่ดินและตึกแถวตามฟ้อง จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามไม่เคยได้รับแจ้งจากโจทก์ให้ชำระค่าเช่า โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายตึกแถวพิพาทแต่ละห้องใช้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 200 บาท เดิมจำเลยที่ 1เช่าตึกแถวเลขที่ 11/23 นายกิตติชัยบิดาของจำเลยที่ 2 เช่าตึกแถวเลขที่ 11/20 และนายอัมพรสามีจำเลยที่ 1 เช่าตึกแถว เลขที่ 11/22จากนางสุขทิพย์และนายชุมพล ต่อมาตึกแถวพิพาทได้ถูกไฟไหม้บางส่วนนางสุขทิพย์และนายชุมพลได้ทำสัญญาต่างตอบแทนโดยให้บุคคลทั้งสามซ่อมแซมตึกแถวพิพาทให้คงอยู่ในสภาพเดิม และจ่ายเงินค่าตอบแทนให้แก่นางสุขทิพย์และนาชุมพลฟ้องละ 40,000 บาท นางสุขทิพย์และนายชุมพลยินยอมให้เช่าตึกแถวพิพาทต่อไปอีกมีกำหนด 12 ปี ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะไปทำสัญญาเช่าและจดทะเบียนการเช่ากัน ณ ที่ว่าการอำเภอบางกอกใหญ่ จำเลยที่ 1 นายกิตติชัยบิดาของจำเลยที่ 2 และนายอัมพรสามีของจำเลยที่ 3 ได้ซ่อมแซมตึกแถวพิพาทให้คงสภาพเดิมและชำระค่าตอบแทนเป็นเงินห้องละ 40,000 บาท ให้แก่นางสุขทิพย์และนายชุมพลแล้ว ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้นางสุขทิพย์และนายชุมพลไม่ยอมรับค่าเช่า จำเลยที่ 1 นายกิตติชัยบิดาของจำเลยที่ 2 และนายอัมพรสามีของจำเลยที่ 3 ได้นำเงินค่าเช่าไปวางไว้ ณสำนักงานวางทรัพย์กลาง เพื่อเป็นการชำระค่าเช่าตามสัญญา นายชุมพลเป็นผู้ซื้อตึกแถวพิพาทและที่ดินร่วมกับโจทก์ด้วย โจทก์จึงต้องร่วมรับผิดต่อจำเลยทั้งสาม และไม่อาจอ้างความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกแถวพิพาทมาเป็นมูลฟ้องจำเลยทั้งสาม ขอให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำนวน โจทก์ทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งสามสำนวนฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีทั้งสามสำนวนนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่าโจทก์ซื้อตึกแถวพิพาทจากเจ้าของเดิมซึ่งจำเลยทั้งสามเป็นผู้เช่า บัดนี้ครบกำหนดสัญญาเช่าแล้ว และโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยทั้งสามเช่าต่อไป ขอให้ขับไล่ จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้ว่า จำเลยทั้งสามมีสิทธิอยู่ในตึกแถวพิพาท เพราะมีสัญญาต่างตอบแทนชนิดพิเศษนอกเหนือไปจากสัญญาเช่าธรรมดากับเจ้าของเดิม ศาลชั้นต้นฟังว่าเจ้าของตึกแถวพิพาทเดิมกับจำเลยทั้งสามมีสัญญาต่างตอบแทนและโจทก์ทราบถึงสัญญาดังกล่าวแล้ว โจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริตไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นเฉพาะที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3นั้น ศาลอุทธรณ์ฟังว่า ผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 2 และผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 3 เป็นคู่สัญญาในสัญญาต่างตอบแทนกับเจ้าของตึกแถวพิพาทเดิม หาใช่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆเกี่ยวกับการเช่าตึกแถวพิพาทเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องศาลอุทธรณ์เห็นด้วยในผลที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 กรณีดังกล่าวนี้ศาลฎีกาเห็นว่าคดีนี้เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละห้าพันบาท และจำเลยทั้งสามมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์หรือมิได้ยกข้อโต้เถียงในเรื่องแปลความหมายแห่งข้อความในสัญญาที่ก่อให้เกิดสิทธิอยู่บนอสังหาริมทรัพย์นั้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง ดังนี้ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคแรก และวรรคสอง ที่โจทก์ฎีกาในทำนองว่าโจทก์ไม่รู้มาก่อนซื้อตึกแถวพิพาทว่าเจ้าของตึกแถวพิพาทเดิมกับจำเลยทั้งสามมีสัญญาต่างตอบแทนกัน และโจทก์มีความสุจริตในการซื้อตึกแถวพิพาทจากเจ้าของเดิมนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจ ในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลล่างทั้งสองจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะรับเป็นฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย พิพากษาฎีกาโจทก์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5911/2533 นาง ยุ รี พร ตันติวรอังกูร โจทก์ สมาคม ฌาปนกิจ สงเคราะห์ สุวรรณ รัตน์ สงเคราะห์ ฯลฯ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง ยุ รี พร ตันติวรอังกูร · จำเลย - สมาคม ฌาปนกิจ สงเคราะห์ สุวรรณ รัตน์ สงเคราะห์ ฯลฯ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พินิจ ฉิมพาลี · ชุม สุกแสงเปล่ง · เทพฤทธิ์ ศิลปานนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5302/2548ฎีกา 1015/2509ฎีกา 1111/2494ฎีกา 824/2519ฎีกา 1590/2513ฎีกา 4015/2528ฎีกา 83-84/2529ฎีกา 1229/2545ฎีกา 2812/2539ฎีกา 1030/2509ฎีกา 817/2490ฎีกา 1339/2543ฎีกา 8732/2549ฎีกา 2186/2550ฎีกา 891/2510ฎีกา 1627/2505ฎีกา 825/2509ฎีกา 247/2529ฎีกา 46-48/2522ฎีกา 1002/2509ฎีกา 6058/2538ฎีกา 2224/2528ฎีกา 6455/2538ฎีกา 1061/2511
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา