⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5920/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5920/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การที่ลูกหนี้รับผิดในความชำรุดบกพร่องหลังจากอายุความครบแล้ว ถือเป็นการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความ ลูกหนี้จึงยกอายุความขึ้นต่อสู้ไม่ได้ * การละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความของลูกหนี้ชั้นต้น ไม่ลบล้างสิทธิของผู้ค้ำประกัน ผู้ค้ำประกันจึงยังคงยกอายุความขึ้นต่อสู้ได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์รับมอบงานการก่อสร้างอาคารพิพาทจากจำเลยแล้ว ต่อมากรรมการควบคุมงานก่อสร้างและรับมอบงานก่อสร้างอาคารพิพาทได้ตรวจพบการชำรุดบกพร่องของอาคารพิพาท โจทก์ต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันการชำรุดบกพร่องได้ปรากฏขึ้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกว่า1 ปี นับแต่วันดังกล่าว คดีโจทก์จึงขาดอายุความ แม้จะมีพฤติการณ์ที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 ยินยอมรับผิดในความชำรุดบกพร่องตามที่โจทก์เรียกร้อง แต่เป็นการยอมรับหลังจากอายุความครบบริบูรณ์แล้ว ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความ จำเลยที่ 1 จึงยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ไม่ได้ การละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความของลูกหนี้ชั้นต้นไม่ลบล้างสิทธิของผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 จึงยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.192 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.587 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.601

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ก่อสร้างต่อเติมอาคารเรียน ห้องเรียนพร้อมครุภัณฑ์ในราคา ๕,๘๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๓ เป็นผู้ค้ำประกันสัญญาว่าจ้างดังกล่าวเป็นเงินไม่เกิน ๒๙๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ทำงานเสร็จตามสัญญาและโจทก์ตรวจรับงานเมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม๒๕๒๕ ต่อมาวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๒๖ ทางโรงเรียนตรวจพบว่าอาคารและครุภัณฑ์เกิดความชำรุดบกพร่องรวม ๑๒ รายการ จึงรายงานไปตามลำดับชั้น และโจทก์ได้รับทราบเรื่องนี้เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๒๖โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ดำเนินการแก้ไข จำเลยที่ ๑ ได้ส่งช่างไปทำการซ่อมแซมอันเป็นการรับสภาพหนี้ แล้วไม่ไปทำการซ่อมแซมอีกเลย ความชำรุดบกพร่องและค่าซ่อมแซมคิดเป็นเงิน๕๒,๕๕๕ บาท ซึ่งจำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดและโจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน ๕๒,๕๕๕ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๓ ให้การว่า คดีขาดอายุความ เพราะโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นเวลา๑ ปี นับแต่วันการชำรุดบกพร่องได้ปรากฏ โจทก์ผ่อนเวลาการปฏิบัติงานตามสัญญาให้แก่จำเลยที่ ๑โดยไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ ๓ ทราบ จำเลยที่ ๓ ไม่ต้องรับผิดเกี่ยวกับค่าเสียหายบางรายการ และไม่ต้องรับผิดเกี่ยวกับค่าดำเนินการค่ากำไรและค่าภาษีจำนวนเงิน ๑๒,๐๕๕ บาท และค่าเสียหายของโจทก์ไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้จำนวน ๑๘,๖๗๕ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย โจทก์และจำเลยที่ ๓ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน๕๒,๕๕๕ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ ๓ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๓ ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์รับมอบงานการก่อสร้างอาคารพิพาทจากจำเลยที่ ๑ที่ก่อสร้างเสร็จตามสัญญาจ้างเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๒๕ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม๒๕๒๖ นายพินิจและนายมิ่งกรรมการควบคุมงานก่อสร้างและรับมอบงานก่อสร้างอาคารพิพาทได้ตรวจพบการชำรุดบกพร่องของอาคารพิพาทตามบันทึกข้อความและแบบฟอร์มเอกสารหมาย จ.๖ และ จ.๑๓โจทก์ต้องฟ้องจำเลยทั้งสามภายในกำหนด ๑ ปี นับแต่วันการชำรุดบกพร่องได้ปรากฏขึ้น คือวันที่ ๒๔มีนาคม ๒๕๒๗ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๘ คดีโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว แม้จะปรากฏจากคำเบิกความของนายพินิจพยานโจทก์ว่าจำเลยที่ ๑ ส่งช่างไปซ่อมแซมอาคารพิพาทเมื่อวันที่ ๒๒ -๒๕ เมษายน ๒๕๒๗ ตามรายการก่อสร้างเอกสารหมาย จ.๑๐ ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าจำเลยที่ ๑ยินยอมรับผิดในความชำรุดบกพร่องตามที่โจทก์เรียกร้องก็ตาม แต่ก็เป็นการยอมรับหลังจากอายุความครบบริบูรณ์แล้ว ถือได้ว่าจำเลยที่ ๑ ได้ละเสียแล้วซึ่งประโยชน์แห่งอายุความ จำเลยที่ ๑ จึงยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ไม่ได้ แต่การละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นไม่ลบล้างสิทธิของผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ผู้รับจ้างจึงยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีก พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๓. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5920/2533 กรมสามัญศึกษา โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดสหพงษ์ไทย กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - กรมสามัญศึกษา · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัดสหพงษ์ไทย กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เจริญ นิลเอสงฆ์ · ก้าน อันนานนท์ · อัมพร ทองประยูร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายบรรเทิง มุลพรม · ศาลอุทธรณ์ - นายเสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2036/2542ฎีกา 4790/2533ฎีกา 654/2541ฎีกา 258/2530ฎีกา 2908/2523ฎีกา 2131/2537ฎีกา 793/2507ฎีกา 2460/2517ฎีกา 994/2485ฎีกา 145/2554ฎีกา 2382/2534ฎีกา 7139/2538ฎีกา 873/2508ฎีกา 3662/2525ฎีกา 158/2509ฎีกา 916/2509ฎีกา 5526/2533ฎีกา 601/2537ฎีกา 2474/2541ฎีกา 3827/2542ฎีกา 3443/2526ฎีกา 24/2542ฎีกา 419/2480ฎีกา 367/2495
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา