⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5539/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5539/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลมีคำสั่งไปเพราะความหลงผิด ศาลย่อมมีอำนาจสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมของตนเองได้.

ย่อคำพิพากษา

วันที่ 8 กันยายน 2531 โจทก์ยื่นคำแถลงว่าส่งหมายเรียก และสำเนาคำฟ้องให้จำเลยทั้งสี่ไม่ได้ ขอส่งใหม่ ศาลชั้นต้นสั่งว่า ส่งให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ใหม่ สำหรับจำเลยที่ 4 ให้รอฟังผล การส่งหมายก่อน วันที่ 12 กันยายน 2531 ศาลชั้นต้นสั่งในรายงาน เดินหมายฉบับลงวันที่ 8 กันยายน 2531 ซึ่งรายงานว่าส่งหมายเรียก และสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 4 ไม่ได้ว่ารอโจทก์แถลง วันที่ 5 ตุลาคม 2531รองจ่าศาลรายงานว่า โจทก์ไม่ได้แถลงหรือขอดำเนินการ ให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 4 ใหม่ เกิน 15 วัน นับแต่ที่ศาลสั่ง ศาลชั้นต้นสั่งว่า โจทก์ทิ้งฟ้องให้จำหน่ายคดี เฉพาะจำเลยที่ 4ดังนี้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งในคำแถลงของโจทก์ เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2531ว่า ให้รอฟังผลการส่งหมายก่อน แล้วต่อมาสั่งในรายงานการเดินหมายเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2531 ให้รอฟังโจทก์แถลง นั้น เป็นการสั่งไปเพราะความหลงผิดว่าโจทก์ ยังมิได้แถลงหรือขอดำเนินการให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ให้จำเลยที่ 4 ใหม่ไว้แล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่ต่อเนื่องกับ ที่สั่งไว้ในคำแถลงของโจทก์คำสั่งจำหน่ายคดีจึงเป็นเพราะความหลงผิด ว่าโจทก์มิได้แถลงหรือขอดำเนินการให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง เมื่อโจทก์ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดี ศาลชั้นต้นย่อมมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งนั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.27

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสี่ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสี่ต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นสั่งรับคำฟ้อง หมายส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยทั้งสี่ โดยให้โจทก์ทั้งสี่จัดการนำส่ง หากส่งไม่ได้ให้แถลงเพื่อดำเนินการต่อไป ภายใน 15 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้ มิฉะนั้นให้ถือว่าทิ้งคำฟ้อง ต่อมาวันที่ 8 กันยายน 2531 ทนายโจทก์ทั้งสี่ยื่นคำแถลงต่อศาลว่าส่งให้จำเลยทั้งสี่ไม่ได้ ขอให้ส่งใหม่ หากส่งไม่ได้ขอให้ศาลสั่งปิดหมาย ศาลชั้นต้นสั่งว่า ส่งให้จำเลยที่ 1ถึงที่ 3 ใหม่ ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิดสำหรับจำเลยที่ 4 ให้รอฟังผลการส่งหมายก่อน ต่อมาวันที่ 12 กันยายน 2531 แผนกรับฟ้องได้เสนอรายงานการเดินหมายฉบับลงวันที่ 8 กันยายน 2531 ต่อศาลว่าส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 4 เมื่อวันที่ 2 กันยายน2531 แต่ส่งไม่ได้ ศาลชั้นต้นสั่งว่า รอโจทก์แถลง และต่อมาวันที่5 ตุลาคม 2531 รองจ่าศาลทำรายงานเจ้าหน้าที่เสนอศาลว่า โจทก์ทั้งสี่ไม่ได้แถลงหรือขอดำเนินการให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 4 ใหม่ เกินกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลสั่งให้รอฟังโจทก์ทั้งสี่แถลงแล้ว ศาลชั้นต้นสั่งว่า ถือว่าโจทก์ทั้งสี่ทิ้งฟ้องให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 ต่อมาวันที่ 11 ตุลาคม 2531 ทนายโจทก์ทั้งสี่ยื่นคำร้องว่าทนายโจทก์ทั้งสี่ทราบว่าส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 4 ไม่ได้และยื่นคำแถลงขอให้ส่งให้จำเลยที่ 4ใหม่ ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2531 แล้ว ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 เสียและสั่งให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 4 ใหม่ ศาลชั้นต้นสั่งว่า ศาลได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีไปเพราะความผิดหลง จึงให้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าว ให้ดำเนินการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 4 ใหม่ วันที่21 ธันวาคม 2531 จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องว่าจำเลยที่ 4 เพิ่งทราบคำสั่งศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2531 เห็นว่าคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 ชอบแล้ว ขอให้เพิกถอนคำสั่งยกเลิกคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นยกคำร้อง จำเลยที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 4 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ศาลชั้นต้นสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 ไปตามที่รองจ่าศาลทำรายงานเจ้าหน้าที่ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2531 เสนอต่อศาลว่า โจทก์ทั้งสี่มิได้แถลงหรือขอดำเนินการให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 4 ใหม่ เกินกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลสั่งในรายงานการเดินหมายเมื่อวันที่12 กันยายน 2531 ให้รอโจทก์ทั้งสี่แถลงแล้ว ทั้ง ๆ ที่โจทก์ทั้งสี่ได้ยื่นคำแถลงขอให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 4 ใหม่ไว้แล้วเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2531 การที่ศาลชั้นต้นสั่งไว้ในคำแถลงของโจทก์ทั้งสี่ดังกล่าวว่า สำหรับจำเลยที่ 4 ให้รอฟังผลการส่งหมายก่อน แล้วต่อมากลับสั่งในรายงานการเดินหมายเมื่อวันที่ 12กันยายน 2531 ให้รอฟังโจทก์ทั้งสี่แถลงนั้น เห็นได้ว่าเป็นการสั่งไปเพราะความหลงผิดว่าโจทก์ทั้งสี่มิได้แถลงหรือขอดำเนินการให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 4 ใหม่ไว้แล้วทั้งต่อมารองจ่าศาลก็มิได้รายงานเท้าความถึงการที่โจทก์ทั้งสี่เคยยื่นคำแถลงขอให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 4 ใหม่ไว้ แต่ศาลยังมิได้มีคำสั่ง เพียงแต่ให้รอฟังผลการส่งหมายให้จำเลยที่ 4 ก่อนศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไปไม่ต่อเนื่องกับที่สั่งไว้ในคำแถลงของโจทก์ทั้งสี่ และที่ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 ก็เพราะความหลงผิดว่าโจทก์ทั้งสี่มิได้แถลงหรือขอดำเนินการให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 4 นั้นเอง เมื่อโจทก์ทั้งสี่ที่เสียหายได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดี ศาลชั้นต้นย่อมมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า คำสั่งศาลชั้นต้นในรายงานการเดินหมายเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2531 ว่ารอโจทก์ทั้งสี่แถลง มีความหมายชัดเจนว่าโจทก์ต้องแถลงเกี่ยวกับการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 4 ไม่ได้อีกครั้งหนึ่งนั้น เห็นว่า ได้วินิจฉัยมาแล้วว่าศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 เพราะความหลงผิดว่าโจทก์ทั้งสี่มิได้แถลงหรือขอดำเนินการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 4 ใหม่ ข้อที่ชี้ให้เห็นว่าเป็นเพราะความหลงผิดก็คือ ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์ทั้งสี่จัดการนำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 4 ครั้งเดียวไม่มีเหตุผลที่ศาลชั้นต้นจะต้องมีคำสั่งถึงสองครั้งให้โจทก์ทั้งสี่แถลงเพื่อดำเนินคดีต่อไป ส่วนที่ในคำแถลงของโจทก์ทั้งสี่มิได้แนบหลักฐานแสดงภูมิลำเนาของจำเลยที่ 4 มาด้วยนั้น ก็เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นจะใช้ดุลพินิจสั่งการตามที่เห็นสมควรได้ ต้องถือว่าโจทก์ทั้งสี่ได้ยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 4 ต่อไปภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้ตามที่ศาลมีคำสั่งไว้ในคำฟ้องแล้ว ที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า การเพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 เท่ากับสนับสนุนว่าหากโจทก์ทั้งสี่ทราบผลการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องของจำเลยบางคนไม่ได้ ก็สามารถที่จะแถลงขอให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องสำหรับจำเลยทุกคนและเสียค่าธรรมเนียมในการส่งหมายล่วงหน้าไว้เป็นหลักฐานได้นั้น เห็นว่า ตามคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีและคำแก้ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ก็อ้างอยู่ว่าเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2531ทนายโจทก์ทั้งสี่ไปติดตามผลการส่งหมายที่แผนกเดินหมายของศาลชั้นต้นได้ทราบผลการส่งหมายให้จำเลยที่ 4 ไม่ได้ เพราะบ้านปิดใส่กุญแจ ในวันเดียวกันโจทก์ทั้งสี่จึงได้ยื่นคำแถลงต่อศาล แสดงว่ามีการติดตามผลการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 4 เมื่อทราบว่าส่งไม่ได้แล้วจึงยื่นคำแถลงต่อศาลขอให้มีการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 4 ใหม่ โจทก์ทั้งสี่มิได้เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด และมิได้เป็นการแถลงขอให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 4 ใหม่ รวมทั้งเสียค่าธรรมเนียมในการส่งหมายไว้ล่วงหน้าแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 4 นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5539/2534 บริษัท วัฒ นา อุตสาหกรรม การ ยาง (1978) จำกัด ที่ 1 กับพวก โจทก์ บริษัท ม้า ดาว ( ประเทศ ไทย ) จำกัด ที่ 1 กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท วัฒ นา อุตสาหกรรม การ ยาง (1978) จำกัด ที่ 1 กับพวก · จำเลย - บริษัท ม้า ดาว ( ประเทศ ไทย ) จำกัด ที่ 1 กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมพงษ์ สนธิเณร · ถาวร ตันตราภรณ์ · ประศาสน์ ธำรงกาญจน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7980/2551ฎีกา 3813/2535ฎีกา 345/2520ฎีกา 280/2530ฎีกา 5146/2537ฎีกา 4637/2567ฎีกา 2521/2540ฎีกา 1572/2511ฎีกา 1172/2514ฎีกา 2926-2929/2524ฎีกา 2280/2559ฎีกา 3589/2525ฎีกา 3055/2526ฎีกา 8108/2542ฎีกา 5415/2543ฎีกา 2356/2534ฎีกา 5094/2565ฎีกา 7279/2540ฎีกา 4470/2543ฎีกา 3260/2528ฎีกา 1644/2519ฎีกา 1376/2520ฎีกา 2898/2538ฎีกา 2651/2568
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา