⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2882/2536

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2882/2536

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การทำสัญญาโอนสิทธิในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ภายในกำหนดเวลาห้ามโอน เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย สัญญาจึงเป็นโมฆะ และสิ่งปลูกสร้างที่ปลูกในที่ดินนั้นย่อมตกเป็นส่วนควบของที่ดินและเป็นของผู้มีสิทธิในที่ดินนั้น

ย่อคำพิพากษา

การที่ผู้ร้องและจำเลยซึ่งเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทำสัญญาเพื่อให้มีผลเป็นการโอนสิทธิในที่ดินโดยการส่งมอบการครอบครองให้แก่กันภายในกำหนดเวลาห้ามโอนนั้นแม้จะเรียกว่าสัญญาจะซื้อจะขายและระบุในสัญญาว่าจะมีการโอนทางทะเบียนเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอนแล้วก็ตาม การทำสัญญาเช่นนี้เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายสัญญาจึงเป็นโมฆะ จำเลยจึงยังคงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว ส่วนบ้านและอาคารซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ร้องปลูกสร้างในที่ดินของจำเลยโดยผู้ร้องมิใช่ผู้มีสิทธิในที่ดินย่อมเป็นส่วนควบของที่ดินและตกเป็นของจำเลย โจทก์ย่อมสามารถนำยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกขายทอดตลาดได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.288 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.146 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.150

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินของจำเลยเพื่อบังคับตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่า ทรัพย์สินที่ยึดดังกล่าวเป็นของผู้ร้อง โดยผู้ร้องได้ซื้อที่ดินจากจำเลย และได้สร้างสิ่งปลูกสร้างในที่ดินดังกล่าว ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด โจทก์ให้การว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่นำยึดไว้ จำเลยเป็นผู้มีชื่อในหลักฐานทางทะเบียน สัญญาซื้อขายระหว่างผู้ร้องกับจำเลยเป็นการทำภายหลังการยึดทรัพย์และสมคบกันเพื่อฉ้อฉลโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินที่โจทก์นำยึดไว้มีชื่อจำเลยเป็นผู้ครอบครอง ผู้ร้องได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวจากจำเลย และจำเลยได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่ผู้ร้องแล้ว แต่มิได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้มีสิทธิครอบครองเนื่องจากขณะทำสัญญาจะซื้อจะขาย ที่ดินดังกล่าวยังอยู่ในกำหนดระยะเวลาห้ามโอนตามกฎหมาย และวินิจฉัยว่า การที่ผู้ร้องและจำเลยซึ่งเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินดังกล่าวทำสัญญาเพื่อให้มีผลเป็นการโอนสิทธิในที่ดินโดยการส่งมอบการครอบครองให้แก่กันภายในกำหนดเวลาห้ามโอนนั้น แม้จะเรียกว่าสัญญาจะซื้อจะขายและระบุในสัญญาว่าจะมีการโอนทางทะเบียนเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอนแล้วก็ตามการทำสัญญาเช่านี้เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย สัญญาจึงตกเป็นโมฆะ จำเลยยังคงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ ส่วนบ้านและอาคารคอนกรีตนั้นเป็นสิ่งที่ผู้ร้องปลูกสร้างในที่ดินจำเลยโดยผู้ร้องมิใช่ผู้มีสิทธิในที่ดิน สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจึงตกเป็นส่วนควบกับที่ดินและเป็นทรัพย์ของจำเลย ผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2882/2536 นาย เสถียร ทาศ รี โจทก์ นาย ผ่าน จันโ ทศ รี ผู้ร้อง นาย ประสาร ไสยวรร ณ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย เสถียร ทาศ รี · ผู้ร้อง - นาย ผ่าน จันโ ทศ รี · จำเลย - นาย ประสาร ไสยวรร ณ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บุญส่ง วรรณกลาง · ประพัฒน์ อุชุภาพ · กู้เกียรติ สุนทรบุระ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1099/2550ฎีกา 770/2535ฎีกา 5882/2541ฎีกา 5465-5466/2555ฎีกา 7677/2557ฎีกา 2679/2537ฎีกา 3803/2565ฎีกา 7200/2540ฎีกา 933/2560ฎีกา 181/2512ฎีกา 7863/2538ฎีกา 961/2566ฎีกา 1783/2551ฎีกา 1247/2510ฎีกา 8732/2549ฎีกา 4332/2536ฎีกา 5236/2542ฎีกา 684/2488ฎีกา 4823/2548ฎีกา 1492/2510ฎีกา 1552/2568ฎีกา 6096/2550ฎีกา 541/2509ฎีกา 8938-8992/2552
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา