⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรก › ค้นฎีกา › ฎีกา 4377/2536

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4377/2536

ป.วิ.อาญา ม.243

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีที่กฎหมายห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น ศาลจะรับวินิจฉัยไม่ได้.

ย่อคำพิพากษา

ข้อหาบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 มีอัตราโทษอย่างสูงจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับจึงเป็นคดีต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์นำสืบสมตามฟ้องแล้วเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหาดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 243 วรรคสอง ที่ว่าศาลจะให้ผู้ชำนาญการพิเศษทำความเห็นเป็นหนังสือก็ได้ แต่ต้องให้มาเบิกความประกอบหนังสือนั้น บทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจที่จะทำหรือไม่ก็ได้ มิใช่บทบังคับเด็ดขาด เมื่อศาลมิได้สั่งให้ทำความเห็นเป็นหนังสือก็ย่อมไม่ต้องห้ามมิให้รับฟังความเห็นดังกล่าว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.243

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.243 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมฉ้อโกง บุกรุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268, 341,362 และ 363 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม กับความผิดฐานบุกรุก ให้ประทับฟ้องส่วนความผิดฐานฉ้อโกง ให้ยกฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265, 268, 362 การกระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามมาตรา 268 ประกอบด้วยมาตรา 265 วางโทษจำคุก 6 เดือน ความผิดตามมาตรา 362 วางโทษจำคุก 3 เดือน รวมเป็นจำคุกจำเลยทั้งสิ้น9 เดือน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับข้อหาบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์นำสืบสมตามฟ้องแล้วเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ความผิดตามมาตรา 362มีอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ จึงเป็นคดีซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับข้อหาบุกรุกด้วย ย่อมเป็นการไม่ชอบส่วนการที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 243 วรรคสองบัญญัติว่า ศาลจะให้ผู้ชำนาญการพิเศษทำความเห็นเป็นหนังสือก็ได้แต่ต้องให้มาเบิกความประกอบหนังสือด้วยนั้น บทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจที่จะทำหรือไม่ก็ได้ มิใช่บทบังคับเด็ดขาดเมื่อศาลมิได้สั่งให้ทำความเห็นเป็นหนังสือก็ย่อมไม่ต้องห้ามมิให้รับฟังความเห็นดังกล่าว แล้ววินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิได้ปลอมเอกสารสิทธิ แต่จำเลยใช้เอกสารสิทธิปลอมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่วินิจฉัยข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 คงยกฟ้องในข้อหาดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนข้อหาใช้เอกสารสิทธิปลอมให้ปรับจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 เป็นเงิน 5,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้ยกฟ้องในข้อหาปลอมเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4377/2536 นาง อัมพร เปรมจิตร์หรือสุขสวัสดิ์ โจทก์ นาง วิไล ชมชื่น จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง อัมพร เปรมจิตร์หรือสุขสวัสดิ์ · จำเลย - นาง วิไล ชมชื่น
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประสิทธิ์ แสนศิริ · ยงยุทธ ธารีสาร · ไพศาล รางชางกูร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 729/2489ฎีกา 913/2538ฎีกา 1552/2479ฎีกา 744/2521ฎีกา 4190/2536ฎีกา 9241/2547ฎีกา 2354/2531ฎีกา 3396/2528ฎีกา 5206/2559ฎีกา 3849/2534ฎีกา 1325/2542ฎีกา 493/2480ฎีกา 792-794/2479ฎีกา 1941/2544ฎีกา 7547/2542ฎีกา 203/2510ฎีกา 2147/2533ฎีกา 76/2529ฎีกา 685/2478ฎีกา 306/2486ฎีกา 1588/2494ฎีกา 751/2483ฎีกา 6510/2544ฎีกา 1118/2479
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา