⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6-7/2536

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6-7/2536

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลอุทธรณ์มีอำนาจสั่งงดการไถ่ถอนทรัพย์จำนองไว้ในระหว่างอุทธรณ์ได้ เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของเจ้าหนี้ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์อาจพิพากษาให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เพิ่มขึ้น.

ย่อคำพิพากษา

การที่โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ชำระหนี้เงินกู้แต่ไม่เต็มตามฟ้องพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างอุทธรณ์ โดยอ้างเหตุผลว่า หากให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนทรัพย์จำนองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อโจทก์ชนะคดี (ชั้นอุทธรณ์เต็มตามฟ้อง) โจทก์จะไม่ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 เพราะไม่มีหลักทรัพย์เป็นประกันและไม่มีบุริมสิทธิจำนอง คำร้องของ โจทก์ดังกล่าวมิใช่กรณีขอทุเลาการบังคับแต่เป็นการขอคุ้มครองประโยชน์ก่อนศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งงดการไถ่ถอนทรัพย์จำนองไว้ในระหว่างอุทธรณ์ได้ ศาลอุทธรณ์สั่งให้งดการไถ่ถอนทรัพย์จำนองไว้ในระหว่างอุทธรณ์ก็เพื่อจะได้คุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 รับผิดชำระหนี้แก่โจทก์เพิ่มขึ้นตามฟ้องอุทธรณ์ ซึ่งหากปล่อยให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ไถ่ถอนทรัพย์จำนองตามจำนวนหนี้ในคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปเสียถ้าต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีชั้นอุทธรณ์เต็มตามฟ้องและจำเลยที่ 1 ที่ 2 จะต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์เพิ่มขึ้นแล้ว โจทก์จะเสียประโยชน์ขาดทรัพย์จำนองเป็นประกันการชำระหนี้ แม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 จะเสนอวางเงินหรือหลักประกันต่อศาลเต็มตามฟ้อง แต่สิทธิของผู้รับจำนองนั้นมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้สามัญจึงเป็นสิทธิตามกฎหมายดีกว่าการที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 จะวางเงินหรือหลักประกันไว้ต่อศาล.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.231 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.262 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.264 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.702

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสองสำนวนนี้สืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์รวมสองสำนวนเป็นเงิน 25,766,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงิน 500,000บาท นับแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2528 จนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 25927 แขวงบางบำหรุ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร และอาคารชุดรวม 76 ห้องชุด ในที่ดินโฉนดเลขที่ 25914 ซึ่งเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์ในแต่ละสำนวนหากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ที่ 2 เอาชำระหนี้โจทก์จนครบ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก กับยกฟ้องแย้ง โจทก์อุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างอุทธรณ์ โดยอ้างเหตุผลว่า หากให้จำเลยที่ 1ไถ่ถอนทรัพย์จำนองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อโจทก์ชนะคดี (ชั้นอุทธรณ์เต็มตามฟ้อง) โจทก์จะไม่ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 เพราะไม่มีหลักทรัพย์เป็นประกันและไม่มีบุริมสิทธิจำนอง ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำร้องของโจทก์มิใช่กรณีขอทุเลาการบังคับ แต่พอแปลได้ว่าเป็นการขอคุ้มครองประโยชน์ก่อนศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา จึงมีคำสั่งให้งดการไถ่ถอนทรัพย์จำนองไว้ในระหว่างอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์ยกเลิกคำสั่งดังกล่าวโดยจำเลยที่ 1 ที่ 2 ขอไถ่ถอนทรัพย์จำนองตมมคำพิพากษาศาลชั้นต้นพร้อมกับเสนอขอวางเงินหรือหลักประกันเพิ่มขึ้นให้เท่ากับจำนวนหนี้ที่โจทก์ฟ้องหรือตามที่ศาลอุทธรณ์จะเห็นสมควรกำหนด ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 จำเลยที่ 1 ที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาศาลฎีกาสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ศาลอุทธรณ์สั่งให้งดการไถ่ถอนทรัพย์จำนองไว้ในระหว่างอุทธรณ์ก็เพื่อจะได้คุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 รับผิดชำระหนี้แก่โจทก์เพิ่มขึ้นตามคำฟ้องอุทธรณ์ ซึ่งหากปล่อยให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ไถ่ถอนทรัพย์จำนองตามจำนวนหนี้ในคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปเสียก่อนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดี ถ้าต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีชั้นอุทธรณ์เต็มตามฟ้องอุทธรณ์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 จะต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์เพิ่มขึ้น โจทก์ย่อมจะเสียประโยชน์ ขาดทรัพย์จำนองเป็นประกันการชำระหนี้ แม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 จะเสนอวางเงินหรือหลักประกันต่อศาลเป็นประกันการชำระหนี้แก่โจทก์เพิ่มขึ้นให้เต็มตามฟ้อง แต่สิทธิของผู้รับจำนองนั้นมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้สามัญ จึงเป็นสิทธิที่ให้ความคุ้มครองตามกฎหมายแก่โจทก์ได้ดีกว่าการที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ขอวางเงินหรือหลักประกันต่อศาลเป็นประกันการชำระหนี้แก่โจทก์ที่จะได้รับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ การยกเลิกคำสั่งคุ้มครองประโยชน์และรับเงินหรือหลักประกันของจำเลยที่ 1 ที่ 2ไว้เป็นประกัน อาจจะก่อความเสียหายแก่โจทก์ได้ ดังนั้นข้ออ้างตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ที่ 2 จึงยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะให้ศาลอุทธรณ์สั่งยกเลิกคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ดังกล่าวนั้นเสียได้ ศาลอุทธรณ์สั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6 - 7/2536 บริษัท ไทย ประกันชีวิต จำกัด โจทก์ บริษัท แกรนด์เซ็นทรัลคอนสตรัคชั่น จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท ไทย ประกันชีวิต จำกัด · จำเลย - บริษัท แกรนด์เซ็นทรัลคอนสตรัคชั่น จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุนพ กีรติยุติ · เจริญ นิลเอสงฆ์ · มงคล สระฏัน
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3801/2536ฎีกา 1536/2500ฎีกา 67-68/2491ฎีกา 4273/2531ฎีกา 7913/2551ฎีกา 793/2507ฎีกา 3589/2525ฎีกา 2580/2527ฎีกา 230/2501ฎีกา 920/2524ฎีกา 5423/2553ฎีกา 11216/2555ฎีกา 12104/2553ฎีกา 1079-1080/2495ฎีกา 805/2506ฎีกา 1302/2531ฎีกา 2791/2546ฎีกา 4817/2533ฎีกา 1074/2511ฎีกา 3544/2525ฎีกา 258/2549ฎีกา 863/2481ฎีกา 1134/2494ฎีกา 1132/2520
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ