⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 88/2536

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 88/2536

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลยกฟ้องคดีอาญาที่โจทก์ถูกดำเนินคดีตามคำแจ้งความของจำเลย ไม่ได้หมายความว่าจำเลยมีความผิดฐานแจ้งความเท็จเสมอไป ต้องพิจารณาว่าจำเลยได้แจ้งความโดยรู้ถึงข้อเท็จจริงและใช้สิทธิโดยสุจริตหรือไม่.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ถูกดำเนินคดีอาญาตามคำแจ้งความของจำเลย ดังนี้ เพียงแต่การที่ศาลยกฟ้องจะถือว่าจำเลยมีความผิดฐานแจ้งความเท็จเสมอไปนั้นไม่ได้ ต้องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่าการแจ้งความนั้นผู้แจ้งได้รู้ถึงสาระสำคัญและเข้าใจถึงการใช้สิทธิของตนโดยสุจริตหรือไม่ประกอบด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.137

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90,91, 137, 172, 173, 180, 265 และ 268 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137, 172, 177, 180, 265 และ 268 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานแจ้งความเท็จ จำคุก 4 เดือนฐานเบิกความเท็จ จำคุก 8 เดือน ฐานแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จจำคุก 6 เดือน และฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม จำคุก 6 เดือนรวมจำคุก 2 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานเบิกความเท็จ แสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จกับฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยฐานแจ้งความเท็จเพียงข้อหาเดียว และยกฟ้องข้อหาอื่น จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนโจทก์ไม่ฎีกา คดีจึงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเพียงประการเดียวว่า จำเลยมีความผิดฐานแจ้งความเท็จหรือไม่ ในข้อนี้ ข้อเท็จจริงในเบื้องแรกได้ความว่าเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2530 จำเลยไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ว่าโจทก์ยืมรถไถนาของจำเลยไปใช้งาน แล้วไม่คืนรถไถนาให้ เป็นผลให้โจทก์ถูกพนักงานอัยการฟ้องในข้อหายักยอกทรัพย์ตามสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3411/2530 ของศาลชั้นต้น ผลของคดีศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีถึงที่สุด จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิด พยานหลักฐานจำเลยรับฟังได้ว่าจำเลยซื้อรถไถนาคันพิพาทมาแล้วให้โจทก์ยืมไปเพื่อทำนาหาเงินมาชำระหนี้เงินกู้ซึ่งโจทก์กู้ไปจากจำเลยเป็นเงิน 25,000บาท เมื่อจำเลยทวงถามให้โจทก์ส่งมอบรถไถนาคืน โจทก์ไม่ยอมคืนให้การแจ้งความของจำเลยจึงไม่เป็นเท็จ จำเลยให้เหตุผลในฎีกาข้อหนึ่งว่าแม้จะมีการดำเนินคดีอาญากับโจทก์ตามคำแจ้งความของจำเลย และศาลยกฟ้องคดีถึงที่สุด มีรายละเอียดตามสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3411/2530 ก็ตาม การที่ศาลพิพากษายกฟ้องดังกล่าวมิได้หมายความว่าจำเลยจะต้องมีความผิดฐานแจ้งความเท็จด้วย ศาลฎีกาเห็นด้วยในข้อโต้แย้งนี้ แต่ก็มีความเห็นต่อไปว่าการที่ศาลยกฟ้องในบางกรณีก็จะถือไม่ได้ว่าจำเลยไม่มีความผิดฐานแจ้งความเท็จเสมอไปต้องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่าการแจ้งความเช่นนั้นผู้แจ้งได้รู้ถึงสาระสำคัญและเข้าใจถึงการใช้สิทธิของตนโดยสุจริตหรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงในคดีนี้โจทก์นำสืบว่าเดิมจำเลยซื้อรถไถนาคันพิพาทมาจากผู้ขายในราคา 6,500 บาท ในวันเดียวกันนั้นเองโจทก์ได้ซื้อต่อจากจำเลยโดยให้เงินค่าซื้อรถไถนาจำนวน 2,000 บาท ส่วนเงินที่ค้างชำระอยู่อีก 4,500 บาท โจทก์ได้ชำระเป็นข้าวเปลือกให้แก่จำเลยในภายหลังครบจำนวนแล้ว ส่วนจำเลยนำสืบว่าโจทก์มาขอยืมรถไถนาแต่จำเลยมีรถไถนาสภาพเก่า ใช้งานไม่ได้ดี จึงไม่ให้โจทก์ยืมในวันที่ 10 กรกฎาคม 2528 จำเลยจึงไปซื้อรถไถนาคันใหม่จากนายบุญเสริฐ ฝ่าจันทร์ เจ้าของร้านนิพัทธ์พานิช ผู้ขายในราคา 6,500 บาท และให้โจทก์ยืมรถไถนาคันใหม่ไปในวันเดียวกันหลังจากนั้นประมาณต้นปี 2530 ซึ่งเป็นเวลาเกือบ 2 ปี จำเลยไปทวงรถไถนาคืน โจทก์ไม่ยอมคืนให้ ข้อนำสืบที่โต้แย้งกันดังกล่าว เห็นว่าการซื้อรถไถนาคันพิพาท รูปเรื่องน่าเชื่อว่าเป็นดังที่โจทก์นำสืบพยานหลักฐานมากกว่า ด้วยเหตุผลที่ว่าหากเป็นกรณีที่จำเลยให้โจทก์ยืมรถไถนาจริง จำเลยก็น่าจะให้ยืมรถไถนาคันเก่า เพราะการให้ยืมรถไถนานี้ จำเลยไม่ได้คิดผลประโยชน์ใด จำเลยเพียงแต่ให้เหตุผลว่าโจทก์เป็นหนี้เงินกู้จำเลยอยู่ ถ้าไม่มีรถไถนาและไปจ้างผู้อื่นไถนาจะเสียค่าใช้จ่ายสูง และไม่อาจชำระหนี้ให้จำเลยได้ ดังนั้นการที่โจทก์ให้ยืมรถไถนาคันใหม่เนื่องจากเหตุที่อ้างดังกล่าวจึงไม่สมเหตุผล และเมื่อพิจารณาการที่โจทก์ได้ครอบครองรถไถนาแล้วจะเห็นว่า ในวันที่จำเลยได้ซื้อรถไถนาจากผู้ขาย จำเลยก็มอบรถไถนาให้โจทก์เข้าครอบครองในวันเดียวกันนั้นเอง พฤติการณ์เช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องการยืมรถไถนากันตามปกติ ทั้งในวันที่ไปซื้อรถไถนาที่ตลาดอำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นางสุดใจ กุ้งแก้วภรรยาจำเลยได้เบิกความไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3411/2530ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์อ้างสำนวนเป็นพยานหลักฐานแล้ว ได้ความว่าในวันที่ 10 กรกฎาคม 2528 โจทก์มากู้เงินจำเลยไปซื้อรถไถนาและโจทก์จำเลยไปซื้อรถไถนาด้วยกันเพื่อให้โจทก์ได้เลือกชนิดหรือแบบของรถไถนาเอง ต่อมาจำเลยได้หักหนี้ค่าซื้อรถไถนา จำนวน 4,500 บาทจากค่าข้าวเปลือก 3 เกวียนเศษแล้ว เงินค่าข้าวเปลือกที่เหลืออีกประมาณ 5,000 บาท นำมาหักหนี้ในสัญญากู้ คำเบิกความของนางสุดใจดังกล่าวแม้จำเลยจะนำสืบนายแพทย์ชัยยัญญ์ สันติวงษ์ ว่านางสุดใจมีอาการประสาทหลอนและเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง เพื่อสนับสนุนว่านางสุดใจเบิกความไม่อยู่กับร่องกับรอยตามคำอ้างของจำเลย ไม่ควรแก่การรับฟังก็ตามก็ปรากฏว่านางสุดใจเบิกความไว้เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2530 แต่นายแพทย์ชัยยัญญ์ทำการตรวจรักษานางสุดใจเมื่อวันที่ 7 ถึง 9 กันยายน 2531 หลังจากนางสุดใจเบิกความไปแล้ว ทั้งคำเบิกความของนางสุดใจก็ได้ความและมีสาระดีไม่มีข้อผิดปกติเกี่ยวกับการรับรู้ของพยาน ที่จำเลยต้องการจะทำลายน้ำหนักคำเบิกความของนางสุดใจซึ่งเคยเป็นพยานในคดีอาญา ก็เพราะเป็นคำเบิกความที่ทำให้จำเลยเสียประโยชน์นั่นเอง ศาลฎีการับฟังคำเบิกความของนางสุดใจ ในคดีดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาได้ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้ขายรถไถนาต่อไปให้โจทก์แล้ว จำเลยย่อมตระหนักดีว่ารถไถนาเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ มูลเหตุที่จำเลยไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน น่าจะเป็นเรื่องที่สืบเนื่องจากโจทก์ค้างชำระหนี้สินอื่นระหว่างกันและโจทก์ยังไม่ชำระให้เป็นอีกส่วนหนึ่ง การแจ้งความว่าโจทก์ยักยอกทรัพย์รถไถนาจึงเป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาคดีต้องกันมาว่าจำเลยมีความผิดฐานนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น จำเลยฎีกาเป็นข้อต่อไป ขอให้รอการลงโทษจำเลยนั้น เห็นว่าการแจ้งความเท็จของจำเลยมีลักษณะเป็นการร้ายแรงที่โจทก์อาจต้องได้รับโทษทางอาญาได้ เมื่อพิจารณาถึงฐานะของจำเลยซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านในตำบลเดียวกับภูมิลำเนาของโจทก์ จำเลยควรปฏิบัติตนให้เป็นตัวอย่างและเป็นประโยชน์ในท้องถิ่น แต่กลับกระทำการในทางตรงกันข้ามอย่างไม่สมควร ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยโดยไม่รอการลงโทษเหมาะสมแก่รูปเรื่องแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงดุลพินิจเป็นอย่างอื่น ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 88/2536 นาง ครึ้ม ผ่อง ใส โจทก์ นาย บุญ เหลือ กุ้ง แก้ว จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง ครึ้ม ผ่อง ใส · จำเลย - นาย บุญ เหลือ กุ้ง แก้ว
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุชาติ สุขสุมิตร · นำชัย สุนทรพินิจกิจ · เธียรไท สุนทรนันท
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1274/2513ฎีกา 13725/2553ฎีกา 2673/2527ฎีกา 1329/2529ฎีกา 4048/2528ฎีกา 284/2507ฎีกา 2803/2535ฎีกา 1499/2531ฎีกา 237/2543ฎีกา 5138/2537ฎีกา 605/2546ฎีกา 13537/2553ฎีกา 581/2527ฎีกา 2839/2541ฎีกา 957/2518ฎีกา 8815/2554ฎีกา 492/2509ฎีกา 2187/2554ฎีกา 1566/2525ฎีกา 478/2515ฎีกา 2372/2519ฎีกา 6858/2541ฎีกา 651/2529ฎีกา 765/2567
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ