คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1131/2537
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำผิดหลายฐานในคราวเดียวกันอาจเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันได้ หากผู้กระทำมีเจตนาให้เกิดผลต่างกัน หรือประสงค์ให้เกิดผลเป็นความผิดหลายฐาน.
ย่อคำพิพากษา
การพิจารณาว่าการกระทำเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกันมิใช่จะพิจารณาแต่เพียงว่าถ้าเป็นการกระทำความผิดหลายฐานในครั้งเดียวคราวเดียวแล้วจะต้องเป็นกรรมเดียวเสมอไป การกระทำผิดหลายฐานในครั้งเดียวคราวเดียวอาจเป็นหลายกรรมต่างกันได้ หากผู้กระทำมีเจตนาที่จะให้เกิดผลต่างกันหรือประสงค์จะให้เกิดผลเป็นความผิดหลายฐาน จำเลยพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายและพรากผู้เสียหายไปจากมารดาของผู้เสียหาย ซึ่งได้กระทำในคราวเดียวกัน อันเป็นความผิดต่อผู้เสียหายกับเป็นความผิดต่อมารดาผู้เสียหาย ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดให้เกิดผลในกรรมในความผิดต่างฐานต่างหากจากกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรม
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277,317, 80, 91
จำเลยให้การปฏิเสธ
ระหว่างพิจารณาเด็กหญิง ม. โดยนาย ส. และนางศ.บิดามารดาผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 317วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่างกรรมให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 โดยลงโทษตามมาตรา 277วรรคแรก ประกอบมาตรา 80 รวม 2 กระทง กระทงละ 6 ปี และตามมาตรา 317วรรคสาม รวม 2 กระทง กระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 22 ปี
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ประกอบมาตรา 80 จำคุกกระทงละ 3 ปีรวมจำคุกจำเลย 16 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ในการพิจารณาว่าการกระทำเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกันนั้น มิใช่จะพิจารณาแต่เพียงถ้าเป็นการกระทำความผิดหลายฐานในครั้งเดียวคราวเดียวแล้วจะต้องเป็นกรรมเดียวเสมอไป การกระทำผิดหลายฐานในครั้งเดียวคราวเดียวอาจเป็นหลายกรรมต่างกันได้หากผู้กระทำมีเจตนาที่จะให้เกิดผลต่างกันหรือประสงค์จะให้เกิดผลเป็นความผิดหลายฐาน ดังนั้นการที่จำเลยพยายามข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงม. ผู้เสียหายและพรากผู้เสียหายไปจากนาง ศ. มารดาของผู้เสียหาย ซึ่งได้กระทำในคราวเดียวกันนั้นเป็นความผิดต่อผู้เสียหายกับความผิดต่อมารดาผู้เสียหาย จึงถือได้ว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดให้เกิดผลเป็นกรรมในความผิดต่างฐานต่างหากจากกัน หาใช่เป็นความผิดกรรมเดียวกันไม่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคแรก และมาตรา 317 วรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันนั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1131/2537
พนักงานอัยการ จังหวัด ลำปาง โจทก์
โจทก์ร่วม โจทก์
เด็ก หญิง ม. โดย นาย ส.และนางศ . ผู้แทนโดยชอบธรรม โจทก์
นาย ศรียนต์ ทนันชัยชมภู จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด ลำปาง · โจทก์ - โจทก์ร่วม · โจทก์ - เด็ก หญิง ม. โดย นาย ส.และนางศ . ผู้แทนโดยชอบธรรม · จำเลย - นาย ศรียนต์ ทนันชัยชมภู |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ประสิทธิ์ แสนศิริ · นิเวศน์ คำผอง · ไพศาล รางชางกูร |
| แหล่งที่มา | สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ