คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2746/2537
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เทปหรือวัสดุโทรทัศน์ที่ผู้ประกอบกิจการมีไว้ในครอบครองเพื่อประกอบกิจการโดยฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ ถือเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยการกระทำความผิดและต้องริบตามกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
พระราชบัญญัติ ญญัติ ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530มาตรา 6,11 และ 35(1) กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการให้เช่าแลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่ว่าด้วยวิธีใดต้องได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน นอกจากจะได้รับการยกเว้นตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงและยังกำหนดให้เทปหรือวัสดุโทรทัศน์ที่มีไว้ประกอบกิจการดังกล่าวต้องผ่านการตรวจพิจารณาและให้ความเห็นชอบ โดยเจ้าพนักงานผู้ตรวจอีกด้วย หากฝ่าฝืนก็ต้องได้รับโทษตามมาตรา 35ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้เกิดผลเสียหายแก่เยาวชนและศีลธรรมอันดีของประชาชนที่อาจจะเกิดขึ้นจากการแพร่หลายของเทปหรือวัสดุโทรทัศน์หากมิได้มีการควบคุม ทั้งยังอาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐอีกด้วย ดังนั้น เทปหรือวัสดุโทรทัศน์ที่ผู้ประกอบกิจการดังกล่าวมีไว้ในสถานที่ประกอบกิจการของตนโดยฝ่าฝืนต่อมาตรา 35(1) จึงเป็นทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิดและต้องริบตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ม.6 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ม.11 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ม.35 คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการให้เช่าแลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์แก่ประชาชนทั่วไปโดยได้รับประโยชน์ตอบแทนจากค่าบริการ ได้มีเทปหรือวัสดุโทรทัศน์จำนวน 50 ม้วน ซึ่งยังไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและให้ความเห็นชอบโดยเจ้าพนักงานผู้ตรวจตามกฎหมายไว้ในสถานประกอบกิจการให้บริการแก่ลูกค้า โดยมิได้รับการยกเว้นตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงเจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยึดวีดีโอเทปที่มิได้ผ่านการตรวจพิจารณาและให้ความเห็นชอบจากเจ้าพนักงานผู้ตรวจจำนวน 50 ม้วน ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่จำเลยมีไว้เป็นความผิดดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530มาตรา 4, 6, 35(1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ริบของกลาง
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 4, 6, 35(1)จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทน ของกลางไม่ใช่ทรัพย์มีไว้เป็นความผิดจึงไม่ริบ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบวีดีโอเทปของกลางทั้งหมดนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 6 มาตรา 11 และมาตรา 35(1) นั้นกำหนดให้ผู้ที่ประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจ หรือได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่ว่าด้วยวิธีใด ต้องได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน นอกจากจะได้รับการยกเว้นตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงและยังกำหนดให้เทปหรือวัสดุโทรทัศน์ที่มีไว้ประกอบกิจการดังกล่าวต้องผ่านการตรวจพิจารณาและให้ความเห็นชอบโดยเจ้าพนักงานผู้ตรวจอีกด้วย หากฝ่าฝืนก็ต้องได้รับโทษตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 35 ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันมิให้เกิดผลเสียหายแก่เยาวชนและศีลธรรมอันดีของประชาชนที่อาจจะเกิดขึ้นจากการแพร่หลายของเทปหรือวัสดุโทรทัศน์หากมิได้มีการควบคุมทั้งยังอาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐอีกด้วย ดังนั้นเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ที่ผู้ประกอบกิจการดังกล่าวมีไว้ในสถานที่ประกอบกิจการของตนโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 35(1) จึงเป็นทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิดและต้องริบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32 คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2746/2537
พนักงานอัยการ ศาลแขวง พระนคร เหนือ โจทก์
นาย เดชา จำรัสวุฒิกุล จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ ศาลแขวง พระนคร เหนือ · จำเลย - นาย เดชา จำรัสวุฒิกุล |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ดุสิต เพชรปลูก · เสมอ อินทรศักดิ์ · นิวัตน์ แก้วเกิดเคน |
| แหล่งที่มา | สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ