⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 291/2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 291/2537

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่ขาดเจตนาโดยสุจริตว่าทรัพย์สินเป็นของตนเอง ไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ราชพัสดุอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งอยู่ในความครอบครองดูแลและใช้ประโยชน์ของกรมตำรวจ แต่กรมตำรวจมิได้มีการทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวไม่มีประกาศในที่ดินดังกล่าวเพื่อให้ราษฎรทราบโดยเปิดเผยว่าเป็นที่ส่วนของทางราชการ จำเลยเข้าใจว่าไม่ใช่ที่สงวนหวงห้ามจึงได้ซื้อและเข้ายึดถือครอบครองทำประโยชน์มาตลอดก็ไม่มีเจ้าพนักงานผู้ใดทักท้วงหวงห้าม นอกจากจำเลยแล้วยังมีราษฎรอื่นอีกหลายรายยึดถือครอบครองเช่นกัน เมื่อมีการห้ามมิให้จำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่เกิดเหตุ จำเลยก็ไม่ยอมพฤติการณ์เช่นนี้ย่อมทำให้จำเลยหลงเข้าใจโดยสุจริตว่าที่เกิดเหตุเป็นของจำเลยการกระทำของจำเลยจึงขาดเจตนาที่จะเข้าถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นอันจะเป็นความผิดอาญาฐานบุกรุก

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.362

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินราชพัสดุ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งอยู่ในความครอบครองดูแลใช้ประโยชน์ของกรมตำรวจและปักหลักแสดงอาณาเขตยึดถือครอบครองไว้อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของกระทรวงการคลังและกรมตำรวจโดยปกติสุข ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91,362, 365 ที่แก้ไขแล้ว ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิและให้จำเลย ลูกจ้าง ผู้แทนคนงานและบริวารจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดิน จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยอธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยมีเจตนาบุกรุกที่เกิดเหตุหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานโจทก์และจำเลยว่าหลังจากกระทรวงการคลังซื้อที่เกิดเหตุรวมทั้งที่แปลงอื่นรวม 29 แปลงมาเพื่อใช้ในราชการของกรมตำรวจแล้วมิได้มีการทำประโยชน์ไม่มีประกาศในที่เกิดเหตุให้ราษฎรทราบโดยเปิดเผยว่าเป็นที่สงวนของทางราชการ จนจำเลยเข้าใจว่าไม่ใช่ที่สงวนหวงห้าม จึงได้ซื้อและเข้ายึดถือครอบครองทำประโยชน์มาแต่ปี 2526 จนถึงปี 2530ก็ยังไม่มีเจ้าพนักงานผู้ใดไปทักท้วงหวงห้าม จนกระทั่งเกิดเหตุกรมตำรวจมอบให้พันตำรวจเอกอนันต์ไปตรวจสอบเพื่อหาที่ตั้งค่ายศรียานนท์ จึงได้ความว่าจำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองเช่นเดียวกับราษฎรรายอื่นอีกหลายราย เมื่อไม่ให้จำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่เกิดเหตุจำเลยก็ไม่ยอม พฤติการณ์ต่าง ๆ ย่อมทำให้จำเลยหลงเข้าใจโดยสุจริตคิดว่าที่เกิดเหตุเป็นของจำเลยโดยจำเลยไม่ทราบว่าเป็นที่ราชพัสดุมาก่อน การกระทำของจำเลยจึงขาดเจตนาที่จะเข้าถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นอันจะเป็นความผิดอาญาฐานบุกรุก ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยขาดเจตนากระทำผิดทางอาญาและพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นจึงชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 291/2537 พนักงานอัยการ จังหวัด เพชรบุรี โจทก์ นาย ทวี หอม ชง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด เพชรบุรี · จำเลย - นาย ทวี หอม ชง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมาน เวทวินิจ · จิระ บุญพจนสุนทร · สมิทธิ์ วราอุบล
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6630/2556ฎีกา 624/2524ฎีกา 2314/2529ฎีกา 5274/2531ฎีกา 363/2518ฎีกา 7958/2555ฎีกา 3664-3665/2534ฎีกา 3081/2524ฎีกา 5471/2553ฎีกา 185/2566ฎีกา 1898/2505ฎีกา 2718/2538ฎีกา 5543/2534ฎีกา 18654/2555ฎีกา 1936/2522ฎีกา 435/2535ฎีกา 489/2551ฎีกา 2269/2538ฎีกา 246/2515ฎีกา 1142/2514ฎีกา 1468/2527ฎีกา 1763/2506ฎีกา 5483/2543ฎีกา 45/2507
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ