⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5506/2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5506/2537

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การพิจารณาว่าคดีใดต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ให้ถือเอาทุนทรัพย์ที่พิพาทในคดีเป็นหลัก แม้ประเด็นที่ยกขึ้นฎีกาจะเป็นปัญหาในชั้นดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ใช่ประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องและคำให้การก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

คดีที่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 แม้ฎีกาของจำเลยในปัญหาที่ว่ามีเหตุให้พิจารณาใหม่หรือไม่ จะเป็นปัญหาในชั้นดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นที่ไม่ใช่ปัญหาในประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องและคำให้การก็ตามก็ต้องถือทุนทรัพย์ที่พิพาทในคดีเป็นหลักในการพิจารณาว่าฎีกาของจำเลยเป็นคดีที่ฎีกาในข้อเท็จจริงได้หรือไม่ด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.248

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 87,317.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นได้ประกาศคำบังคับให้จำเลยทราบทางหนังสือพิมพ์และออกหมายบังคับคดีจำเลย ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีที่จำเลยถูกนางสาวสุวณี สิงหมงคลเขต เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายึดทรัพย์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 22624/2532 ของศาลแพ่งศาลแพ่งส่งสำเนาคำพิพากษา หมายนัด และสำเนาคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ไปให้จำเลยทราบและนัดไต่สวนคำร้อง จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ในคดีนี้ อ้างว่าไม่ได้จงใจขาดนัดเพราะจำเลยไปทำธุรกิจที่จังหวัดเชียงใหม่ เพิ่งทราบว่าถูกโจทก์ฟ้องคดีนี้และศาลพิพากษาแล้วจากสำเนาคำพิพากษาที่โจทก์แนบไปกับสำเนาคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีดังกล่าวที่ศาลส่งไปให้จำเลยทราบเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2534 จึงเป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่ไม่อาจบังคับได้และพฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลงในวันดังกล่าว โจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้าน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้พิจารณาใหม่ โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกคำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลย จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ทางไต่สวนและพยานหลักฐานในสำนวนฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยเป็นลูกหนี้ของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา 3 ราย คือธนาคารกรุงไทย จำกัด เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2263/2524 ของศาลแพ่ง โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในคดีนี้ และนางสาวสุวณี สิงหมงคลเขตเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 22624/2532ของศาลแพ่ง ในชั้นบังคับคดีนี้โจทก์ได้ส่งคำบังคับให้จำเลยทราบโดยประกาศทางหนังสือพิมพ์ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ศาลชั้นต้นได้ออกหมายบังคับคดีแล้ว ต่อมาเมื่อธนาคารกรุงไทย จำกัด เจ้าหนี้ตามคำพิพากษารายแรกบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ศาลแพ่ง โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเข้าเฉลี่ยทรัพย์ที่ยึดไว้เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน2527 ตามเอกสารหมาย จ.8 ศาลแพ่งมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์เข้าเฉลี่ยทรัพย์ที่ยึดได้ ตามเอกสารหมาย จ.10 ครั้นต่อมานางสาวสุวณี สิงหมงคลเขตเจ้าหนี้ตามคำพิพากษารายที่สามยึดทรัพย์จำเลยอีก โจทก์ก็ได้ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์กับเจ้าหนี้รายดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2534 จำเลยจึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่ามีเหตุให้พิจารณาใหม่หรือไม่ ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีคิดต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน141,078 บาท จึงเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248แม้ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาในชั้นดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นไม่ใช่ปัญหาในประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องและคำให้การก็ตาม ก็ต้องถือทุนทรัพย์ที่พิพาทในคดีเป็นหลักในการพิจารณาว่าเป็นคดีที่ฎีกาในข้อเท็จจริงได้หรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงในคดีที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด เจ้าหนี้ตามคำพิพากษารายแรกยึดทรัพย์ของจำเลยและโจทก์ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ ศาลได้ส่งสำเนาคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของโจทก์ไปให้จำเลยทราบที่บ้านเลขที่200/108-109 ถนนพัฒนาการ แขวงประเวศ เขตพระโขนงกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของจำเลยโดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2527 เป็นการส่งโดยชอบถือว่าจำเลยทราบว่าถูกโจทก์คดีนี้ฟ้องและทราบคำบังคับตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2528พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้จึงสิ้นสุดลงในวันดังกล่าว จำเลยเพิ่งยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2534 เกินกำหนด15 วัน นับแต่วันที่พฤติการณ์นอกเหนือนั้นได้สิ้นสุดลงจำเลยจึงไม่มีสิทธิยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ จำเลยฎีกาว่า ระหว่างปี2527-2528 จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ไม่ได้อยู่ที่บ้านเลขที่ 200/108 แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพมหานครการส่งหมายที่บ้านเลขที่ดังกล่าวจึงไม่ชอบ ดังนั้นพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้จึงยังไม่สิ้นสุดลง จำเลยเพิ่งทราบว่าถูกโจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2534 จำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2534 จึงไม่เกินกำหนด 15 วันนับแต่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้สิ้นสุดลง เป็นการฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังมา ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษายกฎีกาจำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5506/2537 ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด โจทก์ นาย สุวิชญ์ บุญญะสาตะ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด · จำเลย - นาย สุวิชญ์ บุญญะสาตะ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปรีชา เฉลิมวณิชย์ · ธีระจิต ไชยาคำ · สถิตย์ สิทธิลักษณ์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 746-750/2538ฎีกา 506/2507ฎีกา 44/2539ฎีกา 1645/2499ฎีกา 606/2489ฎีกา 909/2490ฎีกา 840/2537ฎีกา 2540/2539ฎีกา 3269/2537ฎีกา 1478/2523ฎีกา 5369/2537ฎีกา 2596/2544ฎีกา 1537/2482ฎีกา 2073/2538ฎีกา 9686/2539ฎีกา 38/2549ฎีกา 1533/2519ฎีกา 1056/2492ฎีกา 943/2520ฎีกา 1203/2549ฎีกา 401/2481ฎีกา 3552/2539ฎีกา 2662/2538ฎีกา 7578/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา