⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6094/2538

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6094/2538

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. หนังสือมอบอำนาจที่กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม แม้จะไม่มีตราบริษัท ก็ถือว่ามีผลสมบูรณ์หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้รับมอบอำนาจได้กระทำการแทนบริษัทตามที่ได้รับมอบอำนาจ และคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายได้ปฏิบัติตามสัญญา. 2. การที่เจ้าหนี้ผ่อนผันให้ลูกหนี้ชำระหนี้ล่าช้ากว่ากำหนดโดยมิได้ทักท้วง ถือว่าเจ้าหนี้มิได้ถือเอากำหนดเวลาชำระหนี้เป็นสาระสำคัญอีกต่อไป หากเจ้าหนี้ประสงค์จะเลิกสัญญาเนื่องจากการชำระหนี้ล่าช้า ต้องบอกกล่าวให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อน. 3. การที่เจ้าหนี้ยึดทรัพย์สินคืนจากลูกหนี้ และลูกหนี้มิได้โต้แย้งการยึด ถือเป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายสมัครใจเลิกสัญญา

ย่อคำพิพากษา

หนังสือมอบอำนาจที่โจทก์มอบอำนาจให้ ส.ทำสัญญาเช่าซื้อระบุว่า โจทก์โดยกรรมการผู้มีอำนาจสองคน ขอมอบอำนาจให้ ส.มีอำนาจทำการลงนามในสัญญาเช่าซื้อรถยนต์แทนโจทก์ และมีกรรมการผู้มีอำนาจสองคนตามที่ระบุชื่อไว้ข้างต้นลงลายมือชื่อท้ายหนังสือในฐานะผู้มอบอำนาจ แม้จะมิได้มีตราบริษัทโจทก์ซึ่งตามข้อบังคับที่จดทะเบียนไว้จะต้องประทับตราด้วยก็ตาม แต่ก็ปรากฏว่าตามสัญญาเช่าซื้อที่โจทก์ฟ้องมีข้อความกล่าวชัดในตอนต้นว่า สัญญานี้ทำขึ้นระหว่างบริษัท ส.(โจทก์) ผู้ให้เช่าซื้อ กับ ร.(จำเลย) ผู้เช่าซื้อ และท้ายสัญญา ส.ก็ได้ลงลายมือชื่อในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อและทั้งโจทก์และจำเลยก็ได้ปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อตลอดมา เช่นนี้ แสดงว่า ส.ทำสัญญาเช่าซื้อในนามของโจทก์ตามที่ได้รับมอบอำนาจข้างต้น ถือได้ว่าโจทก์ได้มอบอำนาจเป็นหนังสือให้ ส.ทำสัญญาเช่าซื้อแทนและโจทก์เป็นคู่สัญญากับจำเลยสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวจึงใช้บังคับได้และโจทก์มีอำนาจฟ้อง แม้จำเลยจะชำระค่าเช่าซื้อไม่ตรงตามกำหนดเวลาที่ระบุในสัญญาโจทก์ก็ผ่อนผันให้และรับชำระเรื่อยมาโดยมิได้ทักท้วง พฤติการณ์แสดงว่าโจทก์มิได้ถือเอากำหนดเวลาชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเป็นสาระสำคัญอีกต่อไป ดังนั้นการที่จำเลยไม่ชำระค่าเช่าซื้อในงวดที่ 10 ตามกำหนดในสัญญาจึงจะถือว่าจำเลยผิดนัดทำให้สัญญาเช่าซื้อเลิกกันทันทีตามข้อกำหนดในสัญญาข้อ 8 หาได้ไม่ หากโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญาก็ต้องบอกกล่าวให้จำเลยชำระค่าเช่าซื้อตาม ป.พ.พ. มาตรา387 ก่อน แต่อย่างไรก็ตาม การที่โจทก์ไปยึดรถที่เช่าซื้อคืนมาเมื่อวันที่ 5 มีนาคม2534 และไม่ปรากฏว่าจำเลยโต้แย้งการยึดนั้น เป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าโจทก์กับจำเลยต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันแล้วตั้งแต่วันที่โจทก์ยึดรถคืน ซึ่งจำเลยจะต้องรับผิดเฉพาะค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ของโจทก์ระหว่างวันที่ 28พฤศจิกายน 2533 จนถึงวันที่ 5 มีนาคม 2534 ส่วนค่าเสียหายอื่นไม่มีเพราะมิได้เป็นการเลิกสัญญาต่อกันโดยเหตุที่จำเลยผิดสัญญา กรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถเช่นนี้เนื่องจากการเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา193/30

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.387 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.572 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.797

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทสยามลิสซิ่ง จำกัด · จำเลย - นางราตรี แพรคล้าย กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุประดิษฐ์ หุตะสิงห์ · สุทธิ นิชโรจน์ · สุชาติ ถาวรวงษ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายรังสรรค์ ดวงพัตรา · ศาลอุทธรณ์ - นายสุทิน ปัทมราชวิเชียร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3796/2540ฎีกา 4884/2543ฎีกา 707/2507ฎีกา 681/2506ฎีกา 2821/2522ฎีกา 560/2553ฎีกา 114/2536ฎีกา 1800/2511ฎีกา 7122/2545ฎีกา 2409/2551ฎีกา 1972/2500ฎีกา 1451/2512ฎีกา 1561/2520ฎีกา 6/2475ฎีกา 597/2534ฎีกา 6239/2551ฎีกา 6911/2544ฎีกา 615/2531ฎีกา 991/2548ฎีกา 5351/2538ฎีกา 2606-2616/2529ฎีกา 4432/2534ฎีกา 158/2509ฎีกา 2489/2528
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา