คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 833/2538
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การอ้างกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินที่ผู้อื่นมีกรรมสิทธิ์โดยชอบด้วยกฎหมาย ถือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ แม้คำขอท้ายฟ้องจะเป็นการขอให้ปลดเปลื้องทุกข์ที่ไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ก็ตาม
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนด โจทก์ขุดร่องน้ำพิพาทซึ่งอยู่ในเขตโฉนดเพื่อรับน้ำจากคลองสาธารณมาใช้ประโยชน์ต่อมาจำเลยทั้งสองทำทำนบกั้นร่องน้ำดังกล่าว ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนทำนบออกไป จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองใช้ร่องน้ำพิพาทติดต่อกันไม่น้อยกว่า 40 ปี จึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ดังนี้แม้คำขอท้ายฟ้องจะขอให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนทำนบที่ปิดกั้นร่องน้ำ ซึ่งเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์ที่ไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อจำเลยให้การต่อสู้อ้างกรรมสิทธิ์จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ คำขอบังคับของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นผลต่อเนื่องมาจากประเด็นข้อพิพาทว่า คูน้ำพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายนิคม สินลอย กับพวก · จำเลย - นายอั้ง ถังยิ้ม กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ธวัชชัย พิทักษ์พล · มีพาศน์ โปตระนันทน์ · ชลอ บุณยเนตร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง · ศาลอุทธรณ์ - นายธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา