⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5362/2539

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5362/2539

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การทำสัญญาที่ก่อให้เกิดการโอนการครอบครองที่ดินซึ่งอยู่ในบังคับห้ามโอนภายในกำหนดเวลาห้ามโอนนั้น ไม่มีผลตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

จำเลยครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินที่อยู่ในบังคับห้ามโอนจึงไม่อาจสละหรือโอนการครอบครองให้แก่ผู้อื่นได้การที่จำเลยทำสัญญาก่อตั้งสิทธิเหนือพื้นดินและทำสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่โจทก์ร่วมมีผลเป็นการโอนการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ร่วมภายในกำหนดเวลาห้ามโอนจึงไม่มีผลตามกฎหมายโจทก์ร่วมไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทการที่จำเลยจ้างบุคคลอื่นเข้าไปไถปรับพื้นที่และล้อมรั้วที่ดินพิพาทจึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.362

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ทำสัญญาก่อตั้งสิทธิเหนือพื้นดินในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 103เนื้อที่ 32 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา ของจำเลยให้แก่นายชนินทร์โทณวนิก ผู้เสียหาย มีกำหนด 30 ปี และจำเลยได้มอบการครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวแก่ผู้เสียหายเข้าครอบครองทำประโยชน์แล้วระหว่างต้นเดือนตุลาคม 2534 ถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2535ทั้งเวลากลางวันและกลางคืน จำเลยกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองไถและล้อมรั้วที่ดินแปลงดังกล่าวอันเป็นการรบกวนการครอบครองสิทธิของผู้เสียหายโดยปกติสุข ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365, 83 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานายชนินทร์ โทณวนิก ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362, 365(2) ลงโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 4,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เมื่อคำนึงถึงอายุของจำเลยและสภาพความผิดแล้ว เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีจึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 103 ตำบลริมกกอำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ซึ่งทางราชการออกให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2526 โดยมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน10 ปี ตามมาตรา 31 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน นับตั้งแต่วันที่5 กันยายน 2526 ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย ป.ล.1 (ศาลอาญา) เมื่อปี 2528 จำเลยขายที่ดินพิพาทให้แก่นางสุวิมล ต่ายใหญ่เที่ยง และนางวสุธาพร อุทัยวรวิทย์แต่เนื่องจากอยู่ในกำหนดระยะเวลาห้ามโอน จำเลยจึงจดทะเบียนจำนองและจดทะเบียนก่อตั้งสิทธิเหนือพื้นดินในที่ดินพิพาทให้แก่นางสุวิมลและนางวสุธาพร ต่อมาวันที่ 25 มีนาคม 2531 จำเลยจดทะเบียนเลิกสิทธิเหนือพื้นดินและจดทะเบียนไถ่ถอนที่ดินพิพาทจากนางสุวิมลและนางวสุธาพร ในวันเดียวกันนั้น จำเลยจดทะเบียนจำนองและจดทะเบียนก่อตั้งสิทธิเหนือพื้นดินในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ร่วมมีกำหนด 30 ปี ตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนองเป็นประกันและหนังสือสัญญาก่อตั้งสิทธิเหนือพื้นดินเอกสารหมาย จ.2และ จ.3 นอกจากนั้นจำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ร่วม โดยกำหนดวันโอนสิทธิกันภายในวันที่ 6 กันยายน 2536ตามเอกสารหมาย ป.จ.3 (ศาลอาญา) และจำเลยได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ร่วมตามเอกสารหมาย ป.จ.4 (ศาลอาญา)เมื่อปี 2534 จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาก่อตั้งสิทธิเหนือพื้นดินไปยังโจทก์ร่วม ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยได้จ้างผู้อื่นให้นำรถแทรกเตอร์ไปไถปรับพื้นที่และทำรั้วล้อมที่ดินพิพาท มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า การที่จำเลยจ้างให้ผู้อื่นนำรถแทรกเตอร์ไปไถปรับพื้นที่และทำรั้วล้อมที่ดินพิพาทเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาว่า จำเลยมีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยสามารถโอนสิทธิครอบครองให้ผู้อื่นได้ การที่จำเลยจดทะเบียนก่อตั้งสิทธิเหนือพื้นดินในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยจ้างบุคคลอื่นเข้าไปไถปรับพื้นที่และทำรั้วล้อมที่ดินพิพาท จำเลยจึงมีความผิดฐานบุกรุกตามฟ้องนั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท แต่ที่ดินพิพาทนั้นเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ที่อยู่ในบังคับห้ามโอนภายใน10 ปี ตามมาตรา 31 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน นับตั้งแต่วันที่5 กันยายน 2526 ซึ่งแสดงว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่รัฐจัดให้ราษฎรทำกิน บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมย์ที่จะปกป้องราษฎรให้มีที่ดินทำกินเป็นเวลาอย่างน้อย 10 ปี และภายในระยะเวลาดังกล่าวทางราชการได้ควบคุมที่ดินนั้นอยู่มิได้ปล่อยให้เป็นสิทธิเด็ดขาดแก่ผู้ครอบครองจนกว่าจะพ้นระยะเวลาที่อยู่ในบังคับห้ามโอน ดังนั้น จำเลยจึงไม่อาจสละหรือโอนการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่ผู้อื่นได้ การที่จำเลยทำสัญญาก่อตั้งสิทธิเหนือพื้นดินและทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ร่วม อันมีผลเป็นการโอนการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ร่วมภายในกำหนดระยะเวลาห้ามโอนจึงไม่มีผลตามกฎหมาย โจทก์ร่วมไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท การที่จำเลยจ้างบุคคลอื่นเข้าไปไถปรับพื้นที่และล้อมรั้วที่ดินพิพาทซึ่งยังเป็นสิทธิของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5362/2539 พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย โจทก์ โจทก์ร่วม โจทก์ นาย ชนินทร์ โทณวนิก โจทก์ นาย สมพงษ์หรือสมพงศ์ ศิริภักดี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย · โจทก์ - โจทก์ร่วม · โจทก์ - นาย ชนินทร์ โทณวนิก · จำเลย - นาย สมพงษ์หรือสมพงศ์ ศิริภักดี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชลอ บุณยเนตร · สมมาตร พรหมานุกูล · กอบเกียรติ รัตนพานิช
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6630/2556ฎีกา 624/2524ฎีกา 2314/2529ฎีกา 5274/2531ฎีกา 363/2518ฎีกา 7958/2555ฎีกา 3664-3665/2534ฎีกา 3081/2524ฎีกา 5471/2553ฎีกา 185/2566ฎีกา 1898/2505ฎีกา 2718/2538ฎีกา 5543/2534ฎีกา 18654/2555ฎีกา 1936/2522ฎีกา 435/2535ฎีกา 489/2551ฎีกา 2269/2538ฎีกา 246/2515ฎีกา 1142/2514ฎีกา 1468/2527ฎีกา 1763/2506ฎีกา 5483/2543ฎีกา 45/2507
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ