⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1136/2540

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1136/2540

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาจำนองที่ดินที่ติดข้อกำหนดห้ามโอนตามกฎหมาย เป็นโมฆะ แต่หากสัญญาจำนองดังกล่าวเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาซื้อขาย สัญญาซื้อขายนั้นก็ตกเป็นโมฆะไปด้วยเช่นกัน

ย่อคำพิพากษา

จำเลยได้ขายที่พิพาทเป็นที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิซึ่งจำเลยครอบครองอยู่ให้ผู้ร้องและ ส.โดยทำสัญญาซื้อขายกันเอง ต่อมาทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่พิพาทให้จำเลยโดยมีข้อกำหนดห้ามโอน 10 ปีในวันเดียวกันนั้นจำเลยจดทะเบียนจำนองที่พิพาทกับผู้ร้องและ ส.และได้ส่งมอบการครอบครองที่พิพาทให้ผู้ร้องและ ส.ตั้งแต่วันจดทะเบียนจำนอง การที่จำเลยกับผู้ร้องมีเจตนาจะผูกพันกันตามสัญญาซื้อขาย แต่เมื่อปรากฏว่าในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวมีข้อกำหนดห้ามโอนเป็นเวลา 10 ปี ผู้ร้องและ ส.ไม่สามารถจดทะเบียนซื้อขายที่พิพาทกันได้ จึงได้ทำจำนองในวงเงินเท่ากับราคาซื้อขายกันไว้ โดยจำเลยได้ให้คำมั่นที่จะขายที่พิพาทให้เมื่อพ้นกำหนดเวลาห้ามโอนตามพฤติการณ์จึงชี้ให้เห็นว่าสัญญาจำนองเป็นเพียงนิติกรรมอำพรางสัญญาซื้อขายโดยคู่สัญญาไม่มีเจตนาผูกพันกันในเรื่องจำนอง สัญญาจำนองจึงตกเป็นโมฆะ แต่เนื่องจากทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยมีข้อกำหนดห้ามโอนสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยกับผู้ร้องและ ส.จึงตกเป็นโมฆะไปด้วย ผู้ร้องจึงมิได้มีสิทธิใด ๆ ในที่พิพาท และแม้ผู้ร้องยังคงครอบครองที่พิพาทอยู่เมื่อพ้นกำหนดเวลาห้ามโอนแล้วก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการครอบครองแทนจำเลยผู้เป็นเจ้าของเดิม จำเลยจึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาท และโจทก์ย่อมมีสิทธินำยึดที่พิพาทเพื่อขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.31 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.288 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.150 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.155 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1367 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1368

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้สืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้คดีเสร็จไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ต่อมาจำเลยผิดนัด โจทก์จึงขอหมายบังคับคดียึดทรัพย์ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) เลขที่ ๙๑๑ เนื้อที่๒๐ ไร่ อ้างว่าเป็นของจำเลย ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ที่ดินที่โจทก์นำยึดดังกล่าวเป็นของผู้ร้องโดยจำเลยขายให้ผู้ร้องและนายสิงห์โต เปรมปรีด์ เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๑๘จำเลยสละสิทธิครอบครองและมอบการครอบครองให้ผู้ร้องและนายสิงห์โตเมื่อทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้จำเลยโดยกำหนดห้ามจำเลยจำหน่ายจ่ายโอนใน ๑๐ ปี จำเลย ผู้ร้อง กับนายสิงห์โตจึงจดทะเบียนจำนองที่พิพาทเพื่อเป็นการอำพรางการซื้อขายที่พิพาท ต่อมานายสิงห์โตถึงแก่-ความตาย ทายาทของนายสิงห์โตได้ขายเฉพาะส่วนของนายสิงห์โตให้ผู้ร้องเมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๒๕ หลังจากนั้นผู้ร้องเข้าครอบครองทำกินตลอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยจำเลยไม่เคยโต้แย้งคัดค้าน แม้เมื่อพ้นกำหนดห้ามโอน จำเลยก็ไม่เคยเข้าเกี่ยวข้อง ผู้ร้องจึงได้สิทธิครอบครองที่พิพาท ขอให้ถอนการยึดทรัพย์ที่ดินดังกล่าว โจทก์ให้การว่า ที่พิพาทเป็นของจำเลย ผู้ร้องเป็นเพียงผู้รับจำนอง สัญญาจำนองมีผลใช้บังคับได้ สัญญาซื้อขายที่พิพาททำขึ้นภายในระยะเวลาห้ามโอนตามกฎหมายเป็นโมฆะเพราะมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและขัดต่อประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๓๑ ผู้ร้องครอบครองที่พิพาทแทนจำเลย โดยจำเลยไม่ได้สละสิทธิครอบครองให้แก่ผู้ร้องขอให้ยกคำร้อง จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า ที่พิพาทเป็นของจำเลย เดิมที่พิพาทเป็นที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ทางราชการประกาศจัดสรรให้บุคคลทั่วไปเข้าครอบครองทำประโยชน์ จำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์โดยปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ ต่อมาจำเลยขายที่พิพาทให้ผู้ร้องและนายสิงห์โตโดยทำสัญญาซื้อขายกันเอง และมีข้อตกลงว่าเมื่อจำเลยได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้วจะไปทำสัญญาซื้อขายกันให้ถูกต้อง ภายหลังทำสัญญาซื้อขายจำเลยยังคงครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาท วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๑๘ ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้จำเลย จำเลยกับผู้ร้องและนายสิงห์โตไปติดต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อทำสัญญาซื้อขายที่พิพาทแต่ทำสัญญาซื้อขายไม่ได้เนื่องจากที่ดินแปลงดังกล่าวมีข้อกำหนดห้ามโอนภายในเวลา ๑๐ ปี จำเลยกับผู้ร้องและนายสิงห์โตจึงตกลงทำสัญญาจำนองที่พิพาทแทนการซื้อขาย โดยจำเลยตกลงให้ผู้ร้องและนายสิงห์โตเข้าทำประโยชน์ในที่พิพาท สัญญาจำนองดังกล่าวไม่ใช่เป็นการอำพรางการซื้อขายจึงมีผลผูกพันกัน ผู้ร้องเข้าอยู่ในที่พิพาทโดยได้รับความยินยอมของจำเลยจึงเป็นการครอบครองแทนจำเลย เมื่อครบกำหนดห้ามโอนจำเลยก็เข้าไปดูแลที่พิพาทตลอดมาเมื่อประมาณกลางปี ๒๕๓๕ จำเลยติดต่อกับผู้ร้องเพื่อขอชำระหนี้จำนองแต่ผู้ร้องไม่ยอมรับ จำเลยจึงนำเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาจำนองไปวางต่อเจ้าพนักงานวางทรัพย์ สำนักงานวางทรัพย์ประจำศาลจังหวัดราชบุรีเพื่อไถ่หนี้แก่ผู้ร้อง แต่ผู้ร้องไม่ยอมรับชำระหนี้อีก จำเลยมิได้สละการครอบครองที่พิพาท ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๙๑๑ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันที่๑๘ กันยายน ๒๕๑๘ จำเลยได้ขายที่พิพาทซึ่งเป็นที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิซึ่งจำเลยครอบครองอยู่ให้ผู้ร้องและนายสิงห์โตโดยทำสัญญาซื้อขายกันเอง ต่อมาวันที่ ๑๘ตุลาคม ๒๕๑๘ ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่พิพาทให้จำเลยโดยมีข้อกำหนดห้ามโอน ๑๐ ปี ในวันเดียวกันนั้นจำเลยจดทะเบียนจำนองที่พิพาทกับผู้ร้องและนายสิงห์โตและได้ส่งมอบการครอบครองที่พิพาทให้ผู้ร้องและนายสิงห์โตตั้งแต่วันจดทะเบียนจำนอง ผู้ร้องครอบครองที่พิพาทตลอดมาจนเกิดกรณีพิพาทนี้คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยหรือผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาท เห็นว่า จำเลยกับผู้ร้องมีเจตนาจะผูกพันกันตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมายร.๑ แต่เมื่อปรากฏว่าในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวมีข้อกำหนดห้ามโอนเป็นเวลา ๑๐ ปี ผู้ร้องและนายสิงห์โตไม่สามารถจดทะเบียนซื้อขายที่พิพาทกันได้จึงได้ทำจำนองตามเอกสารหมาย ร.๓ และ ร.๔ ในวงเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท เท่ากับราคาซื้อขายตามเอกสารหมาย ร.๑ จำเลยเองก็เบิกความยอมรับว่า ได้ให้คำมั่นที่จะขายที่พิพาทให้เมื่อพ้นกำหนดเวลาห้ามโอน ตามพฤติการณ์จึงชี้ให้เห็นว่า สัญญาจำนองเป็นเพียงนิติกรรมอำพรางสัญญาซื้อขาย โดยคู่สัญญาไม่มีเจตนาผูกพันกันในเรื่องจำนอง สัญญาจำนองจึงตกเป็นโมฆะ แต่เนื่องจากทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยมีข้อกำหนดห้ามโอน สัญญาซื้อขายตามเอกสารหมายร.๑ จึงตกเป็นโมฆะไปด้วย ผู้ร้องจึงมิได้มีสิทธิใด ๆ ในที่พิพาท และแม้ผู้ร้องยังคงครอบครองที่พิพาทอยู่เมื่อพ้นกำหนดเวลาห้ามโอนแล้วก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการครอบครองแทนจำเลยผู้เป็นเจ้าของเดิม จำเลยจึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาทและโจทก์ย่อมมีสิทธินำยึดที่พิพาทเพื่อขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1136/2540 นางสาวรัชนี สามัตถิยาชีพ โจทก์ นายธวัช กำพลศักดิ์ ผู้ร้องขัดทรัพย์ นายเวียน ทาเกตุ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาวรัชนี สามัตถิยาชีพ · ผู้ร้องขัดทรัพย์ - นายธวัช กำพลศักดิ์ · จำเลย - นายเวียน ทาเกตุ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ยงยุทธ ธารีสาร · ยรรยง ปานุราช · นิวัตน์ แก้วเกิดเคน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดราชบุรี - นายเทพ อิงคสิทธิ์ · ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ - นายวิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2749/2538ฎีกา 5465-5466/2555ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 770/2535ฎีกา 7677/2557ฎีกา 464/2497ฎีกา 3345/2535ฎีกา 7200/2540ฎีกา 1280/2492ฎีกา 933/2560ฎีกา 961/2566ฎีกา 817/2490ฎีกา 1247/2510ฎีกา 8732/2549ฎีกา 4332/2536ฎีกา 194/2543ฎีกา 2938/2519ฎีกา 2718/2538ฎีกา 1492/2510ฎีกา 5640/2541ฎีกา 1186/2479ฎีกา 541/2509ฎีกา 131/2489ฎีกา 8938-8992/2552
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา