⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3797/2540

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3797/2540

พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด ม.6, 7, 8 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำผิดตามกฎหมายศุลกากรเป็นความผิดต่อรัฐเท่านั้น และรัฐเป็นผู้เสียหายแต่เพียงผู้เดียว เจ้าพนักงานผู้จับไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย จึงไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญาได้

ย่อคำพิพากษา

การกระทำผิดฐานใช้เรือบรรทุกน้ำมันดีเซลซึ่งผลิตในต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากรและโดยเจตนาฉ้อค่าภาษีของรัฐบาลที่จะต้องเสียภาษีอากรขาเข้าสำหรับของดังกล่าวตาม พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27,32เป็นความผิดเกี่ยวกับรัฐ และรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหายส่วนผู้ร้องเป็นเจ้าพนักงานผู้จับและมีสิทธิเพียงได้รับเงินรางวัล ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิดพ.ศ. 2489 มาตรา 6,7,8 และ 9 ผู้จับมิใช่บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดตามฟ้อง ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้เสียหายตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4)แม้ผู้ร้องจะมีส่วนได้เสียในคดี โดยหากโจทก์ชนะคดีผู้ร้องจะได้รับเงินบำเหน็จรางวัลตาม พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิดก็ดี และหากโจทก์แพ้คดีผู้ร้องจะไม่ได้รับบำเหน็จรางวัลก็ดี การที่ผู้ร้องจับจำเลยทั้งสามเป็นเหตุให้ผู้ร้องถูกเจ้าของเรือของกลางซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยทั้งสามฟ้องทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาก็ดี แม้ข้อเท็จจริงจะเป็นตามที่ผู้ร้องอ้าง แต่ปัญหาเรื่องการขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญานั้นมีบัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 และ 31เฉพาะกรณีที่ผู้เสียหายขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการหรือพนักงานอัยการขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับผู้เสียหายในคดีที่มิใช่ความผิดต่อส่วนตัวเท่านั้น นอกเหนือจากสองกรณีนี้แล้วการขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ไม่อาจจะมีได้ ดังนั้น เมื่อพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องคดีแล้ว ผู้ร้องซึ่งมิใช่ผู้เสียหายจะร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมจึงไม่อาจกระทำได้ และจะอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 57(1)(2) ซึ่งบัญญัติให้สิทธิบุคคลภายนอกในกรณีร้องสอดขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 มาอนุโลมบังคับใช้ในกรณีนี้ก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะอำนาจฟ้องดังกล่าวถือว่ากฎหมายได้บัญญัติไว้เป็นกรณีพิเศษโดยเฉพาะแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิที่จะร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์เดิมได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.30 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.31 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.57 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ม.27 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ม.32 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ.2489 ม.6 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ.2489 ม.7 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ.2489 ม.8 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ.2489 ม.9

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.30 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.31 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องจากคดีสองสำนวนนี้กับสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่775/2536 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกจำเลยในสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 775/2536 เป็นจำเลยที่ 1และจำเลยทั้งสองสำนวนนี้เป็นจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีหมายเลขดำที่ 775/2536 ของศาลชั้นต้นออกจากสารบบความคดีทั้งสองสำนวนโจทก์ฟ้องเป็นใจความว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เรือบรรทุกนำมันดีเซล (น้ำมันโซล่า) ซึ่งผลิตในต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากรและโดยเจตนาฉ้อค่าภาษีของรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่จะต้องเสียค่าภาษีอากรขาเข้าสำหรับของดังกล่าว ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2469 มาตรา 27, 32 และพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9ริบของกลางกับจ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย ระหว่างการพิจารณา พันตำรวจโทยงยศ เทียมประชา ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้เสียหายโดยเป็นผู้ร่วมจับกุมและเป็นผู้สืบสวนสอบสวนในคดีนี้ ผู้ร้องถูกฟ้องเป็นคดีแพ่งโดยห้างหุ้นส่วนจำกัดเซาท์ไทยอิมปอร์ตเอกซ์ปอร์ตซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยทั้งสองเป็นโจทก์ฟ้องอันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ร้อง ผลแห่งคดีทั้งสองสำนวนอาจทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย จึงขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีทั้งสองสำนวนนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เรือบรรทุกน้ำมันดีเซล ซึ่งผลิตในต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากรและโดยเจตนาฉ้อค่าภาษีของรัฐบาลที่จะต้องเสียภาษีอากรขาเข้าสำหรับของดังกล่าวขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 และพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 เห็นว่าการกระทำผิดดังกล่าวเป็นความผิดเกี่ยวกับรัฐ และรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย ส่วนผู้ร้องเป็นเจ้าพนักงานผู้จับและมีสิทธิเพียงได้รับเงินรางวัล ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 6, 7, 8 และ 9 ผู้จับมิใช่บุคคลผู้ได้รับความเสียหาย เนื่องจากการกระทำผิดตามฟ้องผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2(4) ที่ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีหากโจทก์ชนะคดีผู้ร้องจะได้รับเงินบำเหน็จรางวัลตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิดหากโจทก์แพ้คดีผู้ร้องจะไม่ได้รับบำเหน็จรางวัลก็ดี การที่ผู้ร้องจับจำเลยทั้งสามเป็นเหตุให้ผู้ร้องถูกเจ้าของเรือของกลางซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยทั้งสามฟ้องทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาก็ดี ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในผลของคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) และ(2) นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความตามที่ผู้ร้องอ้างในฎีกาแต่ปัญหาเรื่องการขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญานั้นได้มีบัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 และ 31เฉพาะกรณีที่ผู้เสียหายขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการหรือพนักงานอัยการขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับผู้เสียหายในคดีที่มิใช่ความผิดต่อส่วนตัวเท่านั้น นอกเหนือจากสองกรณีนี้แล้ว การขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ไม่อาจจะมีได้ดังนั้น เมื่อพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องคดีแล้ว ผู้ร้องซึ่งมิใช่ผู้เสียหายจะร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมจึงไม่อาจกระทำได้ และจะอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57(1)(2) ซึ่งบัญญัติให้สิทธิบุคคลภายนอกในกรณีร้องสอดขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 มาอนุโลมบังคับใช้ในกรณีนี้ก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะอำนาจฟ้องดังกล่าวถือว่ากฎหมายได้บัญญัติไว้เป็นกรณีพิเศษโดยเฉพาะแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิที่จะร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์เดิมได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3797/2540 พนักงานอัยการ จังหวัด สตูล โจทก์ พันตำรวจโท ยง ยศ เทียม ประชา ผู้ร้อง นาย สมบูรณ์ วิ ศาล จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด สตูล · ผู้ร้อง - พันตำรวจโท ยง ยศ เทียม ประชา · จำเลย - นาย สมบูรณ์ วิ ศาล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิรักษ์ เอื้ออังกูร · สมชัย สายเชื้อ · ธรรมนูญ โชคชัยพิทักษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2137/2547ฎีกา 8099/2559ฎีกา 1955/2546ฎีกา 5246/2548ฎีกา 1093/2568ฎีกา 1680/2520ฎีกา 5660/2533ฎีกา 9026/2553ฎีกา 4810/2542ฎีกา 988/2485ฎีกา 21848/2555ฎีกา 609/2526ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 3346/2533ฎีกา 8080/2538ฎีกา 7988/2551ฎีกา 2186/2550ฎีกา 917/2564ฎีกา 602/2488ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 605/2511ฎีกา 531/2510
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา